| Jew 的个人资料The world in my side照片日志 | 帮助 |
|
10月26日 ชีวิต กับ การรดน้ำ
ต้นไม้ก็มีชิวิตไม่ต่างจากคนหรือสัตว์ทั่วไป ต้นไม้ก็มีสัญชาติญาณ การเอาชีวิตรอดของตัวเอง สามารถหาอาหาร และ อยู่รอดได้ด้วยตัวเอง แต่ถ้าวันหนึ่งมีคนเอาต้นไม้มาใส่ในกระถาง และ เอามันออกมาจากธรรมชาติ ต้นไม้นั้นก็ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองอีกต่อไป
น้ำที่ต้นไม่ได้รับจะต้องมาจากคนที่รด แสงที่ต้นไม้จะได้ต้องเป็นคนที่หามาให้ มันกลายเป็นหน้าที่ของคนที่จะต้องดูแลต้นไม้นั้น
ต้นไม้มีหลายประเภทแต่ละประเภทก็มีความต้องการต่างกัน บางต้นต้องการน้ำมาก บางต้นต้องการน้ำน้อย บางต้นต้องการแสงแดด บางต้นแค่ไฟนีออน
กระบองเพรชเป็นต้นไม้ ที่สามารถอยู่รอดได้ในสภาพที่โหดร้าย มันเข้มแข็ง และ เป็นต้นไม้ที่สู้ชีวิตและไม่ยอมแพ้อย่างแท้จริง มันสามารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีน้ำได้ ไม่ต้องได้รับการดูแลรักษามาก ภายนอกมันอาจดูไม่สวยงามและมีหนามแหลมคม แต่ถ้าใครที่รู้จักมันอย่างแท้จริง ก็จะรู้ว่ามันสามารถออกดอกทีสวยงามได้ ไม่แพ้ดอกไม้อื่นๆเลย
ด้วยการที่มันสู้ และ เข้มแข็งขนานนั้น คนจำนวนมากจึงเข้าใจผิดคิดว่ากระบองเพชรเป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องการ การดูแลใดๆ แค่ปล่อยมันไว้มันก็สามารถมีชีวิตรอดได้ตราบนานเท่านาน แต่แม้มันจะเข้มแข็งเท่าไร ชีวิตก็คือชีวิต และ ชีวิตก็ช่างบอบบางเสียนี่กระไร ความที่เข้มแข็ง และ ไม่ยอมแพ้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะตายไม่ได้
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ผิดพลาดในเรื่องเหล่านั้น ผมเองก็เป็นคนที่ค่อนข้างจะยุ่งต้องออกไปข้างนอกตลอดเวลา แต่บ่อยครั้งที่ผมจะกลับมาแล้วดู กระบองเพรชต้นหนึ่งเหมือนกับจะถามมันว่า เป็นไงสบายดีรึเปล่า จริงๆแล้วแม้ผมจะดูแลมันตลอดแต่มันก็เหมือนมีสิ่งกั้นอยู่ ผมอยากจะถามมันว่า เป็นยังไง น้ำที่รดน้อยไปมั้ย หรือ มากไปเปล่า แต่มันก็ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านั้นกับผมได้ กระบองเพชรมันพูดไม่ได้นิ คุณต้องสังเกตุมันเอาเอง
ในตอนแรกกระบองเพชรต้นนี้มีดอกสวยงาม แต่การที่มันไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ดอกนั้นก็ค่อยๆร่วงโรยไปแล้วไม่ขึ้นมาอีกเลย ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าผมรดน้ำมากไปมั้ย ทุกครั้งที่ผมรดน้ำผมตั้งใจรดด้วยความรู้สึกหวังดีอยากจะให้มันโตและออกดอกมาอีกครั้ง แต่ความหวังดีที่มากไป ก็เหมือนกับทำให้มันรำคาญ อาการมันก็เลยแย่ลง
ผมเริ่มหาหางอื่น พยายามเอามันออกไปโดนแดดบ้าง แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่าง มันก็ไม่ได้ทำให้อาการของมันดีขึ้นเลย ต่อมาจึงเริ่มหยุดให้น้ำมัน
หลังจากผ่านอะไรมาหลายอย่าง เราก็รู้สึกว่า ตะบองเพชรเป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องการน้ำมากนัก และ เราก็หยุดรดน้ำมันแต่ การไม่รดน้ำทำให้ต้นไม้ตายได้แม้มันจะเป็นกระบองเพชรก็เถอะ ตลอดมาไม่ได้ลืมแค่ไม่รู้ต้องรดน้ำแค่ไหน พอเห็นแกจะตายถึงได้รู้
แต่กว่าจะรู้ว่ามันอาการแย่ เราก็ไม่รู้ว่ามันจะสายเกินไปมั้ย มันไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาชัดเจน มันก็ยังสู้ชีวิตในแบบของมันไป แบบเงียบๆ ถ้าแค่มันบอกมาว่า "รดน้ำที ฉันขาดน้ำจนไม่ไหว ฉันจะตายแล้ว" แต่มันก็คือกระบองเพชรมันร้องโวยวายไม่ได้หรอก คุณต้องสังเกตุเอาเอง กระบองเพชรก็มีหลายชนิดและบางชนิดก็ไม่ได้แข็งแรงอย่างที่คุณคิด
วันนี้กระบองเพรชต้นนี้ มันเหี่ยวและซูบลงไปเยอะจนสังเกตุได้ เนื้อของมันก็ไม่ได้แข็งเหมือนแต่ก่อน มันคงอิดโรยเต็มที่ มันคือสิ่งที่กระบองเพรชต้นนี้พยายามบอกในตอนนี้ มันแค่บอกว่ามันล้าจนจะไม่ไหวแล้ว ถามว่าเรารู้มั้ยว่ามันต้องการอะไร เราก็ยังไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าตอนนี้มันแย่แล้ว แม้จะอยากรู้มากกว่านี้ว่าแกต้องการอะไร มันก็คงตอบไม่ได้
ตอนนี้จะกลับมารดน้ำแกอีกครั้ง และ จะพยายามดูแลแกให้มากขึ้นด้วย หวังว่าจะต้องออกไปข้างนอกน้อยลง ตอนนี้ก็ได้แต่หวัง ว่าแกจะแข็งแรงขึ้น อย่าตายนะเจ้ากระบองเพชร
ปล. พิมพ์จนจบแล้วพึ่งรู้ว่าเค้าเรียกว่า ตะบองเพชร ไม่ใช่ กระบองเพชร
10月4日 ต่อจากมะวาน (ความทรงจำที่ถูกลืม) เขียนบล้อกสองวันติดเลย วันนี้รถติดบรรลัยโคตร ออกไปขึ้นรถและ ผ่านไปชั่วโมงนึง เคลื่อนร้อยเมตร เฮ้อ กรูลงรถกลับมานอนบ้านดีกว่า ซะงั้นเลย โดดงานสองวันติดเลยวุ้ย จะโดนไล่ออกม่ะเนี่ย
เผิอญไปอ่าน บล้อกไอ้โจ้ ซึ้งฮะ คำพูดที่ตัวเองพูดไว้ มันก็ผุดกลับขึ้นมา นึกถึงสิ่งที่ตัวเองพูดแล้วซึ้งจัง แปลกที่ดันไปพูดให้คนอื่นฟัง ส่วนคนที่ควรพูดดันไม่พูดให้ฟัง คิดแล้วก็ตลกดี จริงๆแล้วสิ่งที่พูดมันก็ไม่ใช่แกล้งพูดขึ้นมาเพื่อให้ดูดี แต่ทำไมบางครั้งลืมไปเหมือนกัน เออ เนอะตอนเถียงกับชาวบ้านจะตายแทบจะฆ่ากันอยู่แล้ว ดันพูดได้ซึ้งขนาดนั้น ก็มันมาจากใจจริงๆนี่เนอะ อาจจะเป็นเราซึ้งคนเดียวมั้ง แต่ก็พอแล้วหละ พอนึกประโยคเหล่านั้นขึ้นมาได้ ปัญหาอะไรๆ มันก็ดูเล็กไปหมดเลย
ขอเก็บมันไว้เป็นเครื่องเตือนใจละกัน คราวหน้าถ้าเป็นอย่างนี้อีกจะได้นึกถึง เพราะไม่ว่าอนาคตปัญหาจะใหญ่แค่ไหน ถ้าความรู้สึก แบบนั้นยังอยู่ เราก็คงไม่เป็นไร คิดได้ แล้ว ก็มีความสุขสุดๆเลย (นานแล้วนะที่ไม่ได้มีความสุขจากภายในแบบนี้ ความสุขจากความรู้สึก และ ความเชื่อของตัวเองจริงๆ) แล้วก็อย่าลืมอีกละ
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "ความสุขมันมาจากภายใน จงพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ หลายๆอย่างที่มีค่าเราอาจจะมีมันอยู่แล้วก็ได้ แต่เรานั่นแหละที่โง่จนมองข้ามมันไป และก็มีแต่ควายเท่านั้นแหละที่ร้อง more more more more" 10月3日 สิ่งที่ไม่เคยบอกใคร เกี่ยวกับเรื่องแย่ๆในตัวเราเราไม่ใช่คนดีสักเท่าไร จะว่าไปดูค่อนข้างจะโรคจิตด้วยแฮะ T_T หลายอย่างทำไปคนก็ไม่เข้าใจหรอก ใครรู้ใครก็ว่าบ้า ถ้าเราทำให้ใครโกรธ หรือ รู้สึกแย่ๆอะไร กับ พฤติกรรมของเรา เราก็ขอโทษนะ เราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เรารู้ว่ามันแย่มาตลอดและก็พยายามแก้ไขอยู่ ก็ขอโทษด้วยละกัน
สักพัก ความทรงจำต่างๆ ความทรงจำที่แท้จริง ก็ค่อยๆกลับเข้ามาช้าๆ ภาพต่างๆที่อยู่ในความทรงจำเริ่มไหลกลับเข้ามาอีกครั้งภาพหลายๆภาพเราเองก็ลืมไปแล้ว ภาพเหล่านั้น มันก็กลับเข้ามาในสมอง ... มีความทรงจำมากมายจริงๆ
ความทรงจำที่ขึ้นมานั้นมันก็เก็บความรู้สึกหลายๆอย่างไว้ในนั้น เหมือนกับว่าเรากำลังนั่งเรียนรู้จิตใจของตัวเองอีกครั้ง ภาพต่างๆที่ฉายไปทีละภาพ ช่วยให้เราเริ่มจำสิ่งต่างๆ สิ่งที่เคยลืมไปได้อีกครั้ง ในตอนนี้จินตนาการที่ฟุ้งซ่านก็เริ่มลดลง ตอนนั่งพิมพ์ถึงตอนนี้ก็ยิ้มนิดๆ และนึงถึงเพลงโง่ๆ เพลงนึงไม่รู้ว่าพิมพ์เนื้อร้องมันถูกป่าว “เคล็ดหลักวิชา ในตำรากัณฑ์ที่หนึ่ง ท่าหนึ่งก็คือ การทำใจให้สงบ รวบรวมลมปราณให้ดี” เพราะถ้าเป็นในหนังจีนเราก็คงเป็นคนลมปราณแตกซ่านอยู่ ควบคุมความคิดตัวเองไม่ได้ และ ชอบประชดตัวเองโดยไร้เหตุผล ถึงนางสาว ม (นามสมมุติ ที่เรียนอยู่ NZ) เข้ามาอ่าน ไม่ต้องมาไล่ให้เราไปนั่งวิปัสสนาอีกนะ เพราะไงเราก็ไม่ไป เชื่อเหอะถ้าเรามานั่งบ้าพิมพ์ไอ้นี่ได้ เราก็หายดีแล้ว
สติที่ค่อยกลับมา ช่วยให้ความอึดอัดที่หน้าอกลดลง ไม่รู้สึกบีบอีกแล้ว สติเริ่มกลับเข้ามาอีกครั้ง แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมาทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย เสียตรงความรู้สึกช้าไปหน่อย กว่าจะรู้สึกตัวได้ ก็ปาเข้าไป 26ชม. ซะงั้นทั้งๆ ที่ก็รู้ตั้งแต่แรกนะ ว่าไม่มีไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องจิตใจนี่มันพูดยากอ่ะ มันไม่มีเหตุผลซะเลย จู่ๆ ก็อึดอัดควบคุมไม่ได้ไร้เหตุผลซะงั้น เดินๆ อยู่คนเดียวแต่เริ่มยิ้มออกได้แล้ว ดีใจนะที่วันนี้เรายังเอาชนะมันได้ ยังเป็นอีกครั้งที่เราชนะมัน แต่ก็ไม่ได้ด้วยตัวเองทั้งหมดหรอก ก็มีภาพเก่าๆ ความทรงจำดีๆ ที่ช่วยให้เราผ่านวันเลวร้ายนี้ไปได้
“ขอบอกไว้อย่างหนึ่งตรงนี้ เผื่อมีคนเข้าใจผิด อาการผิดปกติของเราไม่เกี่ยวข้องกับใครทั้งสิ้น ดังนั้ นถ้าทำใครโกรธ ก็ขอโทษด้วยครับ” เราเป็นของเราอย่างนี้แหละเป็นช่วงๆอ่ะ แต่นานๆเป็นที จริงๆก็ไม่นานนะ รู้สึกจะทุกเดือน สองเดือน แย่จังเฮ้อ
สุดท้าย ก็เดินมาถึงที่หนึ่ง ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ ก็เดินมาถึงที่นี่ตอนหกโมงเย็นพอดี คิดไปแล้ว ก็ตลกตัวเอง ที่เราเดินเป็นวงกลมขนาดใหญ่ขนาดนั้น ตอนนี้อารมณ์เกือบปกติแล้ว ก็เลยหาคนกินข้าวด้วยอ้าวแต่ไม่ว่างกันเลย แย่จัง ปล. ทำไมรู้สึกเหมือนจะอารมณ์เสียกันอ่ะ หวังว่าคงไม่ใช่เพราะเรานะ ถ้าใช่ก็ขอโทษด้วย ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ
กว่าจะมานั่งพิมพ์ได้นี่ก็เล่นเอาเอ็นข้อเท้าแทบฉีกอีกเหมือนกัน เดินเข้าไปได้ไงฟร่ะ ขนาดนั้น สถิติใหม่เลยนะเนี่ย เฮ้อ จริงๆก็รู้สึกผิดนิดนึงแฮะที่วันนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมแม่ เป็นวันแรกเลยที่ไม่ได้ไป แย่ๆ แต่ว่าก็ไม่อยากไปให้แม่เห็นสภาพแบบนั้นนิ แถมแม่สั่งห้ามมาเพราะฝนตกอีก กว่าจะอาการดีขึ้น ก็ล่อไปหกโมง กว่าจะหายสนิทก็ล่อไปสี่ทุ่ม เอ้าฝนตกอย่างกับมีพายุ เฮ้อแย่ออกไปตายแน่ๆทำไงดีฟร่ะ เนี่ยนะตอนกลับได้ก็ไม่กลับ ตอนนี้กลับไม่ได้อีก เวร แต่ไงก็อารมณ์ดีขึ้นเยอะแล้ว สู้ 9月2日 ยังมีความสุขเมื่อได้รู้ว่าบางคนมีความสุข แต่ บางอย่างคงต้องเปลี่ยนไปอีกหนึ่งวันที่สับสนหลังจากวันนี้ ไม่ว่าชีวิตจะเป็นยังไง หวังว่าคงมีแต่เรื่องราวดีๆ ที่มีความสุขเขียนลงในนี้
2 กันยายน 2548
9:10 น. แสงแดดกำลังร้อนได้ที่ บ่นกับตัวเองเบาๆ “มันร้อนจริงๆโว้ย” แต่ในหัวก็ยังครุ่นคิดอยู่ในเรื่องต่างๆอยู่ ความรู้สึกสับสนและความกังวลยังคงมีอยู่ ชั่วขณะหนึ่งนั้นสายตาก็เผอิญมองไปเห็นคนขายดอกไม้กำลังรดน้ำดอกไม้อยู่ เป็นดอกกุหลาบจัดเป็นช่อๆ ประมาณสิบช่อมีสามสี เป็น สีแดง, ชมพู, เหลืองขาว ทันใดนั้นทุกอย่างก็หยุดและความคิดอีกอย่างก็แล่นเข้ามาในสมอง....
เดินไปอีกสิบกว่าก้าวก็เจอคนเร่ร่อนกำลังนั่งล้างจานอยู่ข้างถนน อีกความคิดก็แล่นเข้ามา....
ความคิดสองอย่างที่เข้ามามันทำให้ความคิดอีกความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมอง ความสับสนและกังวลที่มีอยู่เริ่มลดลง ...
เดินมาสักพักเราก็มาอยู่ที่หน้าตึก พร้อมกับความสับสนที่วนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ขณะกำลังจะขึ้นลิฟท์ ก็เห็นคนขายยาคูลล์กำลังถือถุงยาคูลล์ ขนาดยักษ์คงประมาณเกือบสองร้อยขวดได้มั้ง ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ลิฟท์ ก็ลงมาสองตัวตัวแรกเปิดที่หน้าเรา ตัวที่สองกำลังจะลงมาเปิดที่หน้าเค้า ขณะนั้นอีกความคิดนึงก็เข้ามา ...
เราเลือกที่จะไม่ขึ้นลิฟท์ แล้วเดินถอยหลังออกมาคนก็กรูกันเข้าไปในลิฟท์ ตัวนั้น เรารอที่จะเข้าลิฟท์ อีกตัวแค่เพราะความคิดที่ว่าเค้าถือของเต็มไปหมดคงกดลิฟท์ ลำบากแน่เราอยากจะไปกดเลขลิฟท์ให้เค้า ... เค้าคงไม่รู้หรอก มันก็เรื่องเล็กๆ เราก็ว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ พอลิฟท์ขึ้นมาที่ชั้น 14 เราก็ลงแต่เค้ายังขึ้นไปต่อที่ชั้น 24 จากนั้นความกังวลก็กลับเข้ามา...
ทันใดนั้นความคิดใหม่ก็เริ่มเข้ามา “ทำไมเราถึงเป็นคนแบบนี้” เคยมีคนว่าเราเสมอว่าเราแย่ที่สุดตรงที่เราใจอ่อน และ เราใจดีเกินไป เรามันจะบอกเสมอว่า “เราคิดถึงตัวเองก่อนไม่ได้ เราเกลียดคนที่เป็นอย่างนั้น และ เราไม่อยากเป็นคนแบบนั้น” บางครั้งมันอาจจะถึงเวลาที่เราต้องกลับมาคิดอะไรใหม่แล้ว...
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็สี่ปีกว่าแล้ว มันอาจจะถึงเวลาที่ทุกอย่างคงจะต้องเปลี่ยน คงเป็นเวลาที่เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า “แผลบางอย่างมันรักษาไม่หายหรือเราไม่ยอมรักษามันกันแน่“สำหรับคนหลายคนมันอาจฟังดูตลกและออกจะบ้า...
ในตอนนี้เราไม่ได้ไม่มีความสุข อันที่จริงแล้วเราก็มีความสุขนะ แต่ความรู้สึกกังวล และ สับสนก็ยังมีอยู่ ความคาดหวังในหลายๆ อย่างทำให้เรารู้สึกเหนื่อย แต่ที่แย่ที่สุด มันไม่ได้มาจากคำพูด หรือ การกระทำของใคร แต่มันมาจากข้างใน ในตัวเราเอง “ความรู้สึกที่ตัวเองเป็นคนไม่มีค่า” เพราะเราทำตัวเราเอง เราทำตัวเองให้ไม่มีค่าเอง “เราบอกตัวเองเสมอว่าเกลียดตัวเองและเราจะไม่มีวันอภัยให้กับสิ่งที่ตัวเองเคยได้ทำไป เราเกลียดอดีตที่เป็นตัวเอง”...
มันคงถึงเวลาแล้ว ขอให้ความรู้สึกที่มีในตอนนี้เก็บลงในถ้อยความเหล่านี้ เพราะนี่คือสิ่งที่ผูกให้เราก้าวผ่านไป สักวันที่เราลืม สักวันที่เรากลัว สักวันที่เรากลับไปเป็นเหมือนก่อนวันนี้ เราจะกลับมาดูและอ่านคำเหล่านี้ นับจากวันนี้ เราจะบอกตัวเอง “บอกว่าตัวเองมีค่า เราอยากจะมีค่า” จากวันนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป มันคงถึงเวลาแล้วที่เราจะแคร์ความรู้สึกคนอื่นให้น้อยลง แล้วคิดถึงตัวเองให้มากขึ้น...
“เราอยากจะเป็นคนที่ดีกว่านี้ เราอยากจะเป็นคนที่มีค่ากว่านี้ อยากจะเป็นคนที่มีค่าพอ “
8月14日 อ่านะ พึ่งรู้ว่าไม่เขียนบล้อกก็ถือว่าเป็นความผิดด้วย ซะงั้นเฮ้อ โดนว่าบ่อยแฮะช่วงนี้อ่ะ ไม่เขียน Blog ก็เป็นความผิดด้วยนะเนี่ยเฮ้อ โดนว่า "เห็นแก่ตัวไม่ยอมเขียนของตัวเองเอาแต่อ่านของคนอื่น" อ้าวซะงั้นจริงๆที่เค้าไปอ่านแล้ว Comment ให้อ่ะเพื่อเป็นกำลังใจให้คนเขียนนะ มาว่าเค้าอีกเฮ้อเด๋วเค้าก็งอนไม่ไป Comment ให้หรอก หุหุ ล้อเล่นนะ เพียงแค่ไม่ค่อยมีเวลาเขียนอ่ะ แล้วก็ถ้าสนิทกับเราจนรู้นิสัยเรา แล้วอ่ะ จะรู้ว่าเราไม่ใช่คนที่ชอบเล่าความรู้สึกอะไรให้คนอื่นฟังอ่ะ แต่จะมีสักกี่คนนะที่รู้ หุหุ ... เออแล้วแบบว่าวันนี้จะเขียนไรหว่า จริงๆวันนี้ว่าจะไป ศูนย์สิริกิต์ เห็นว่ามีงาน จริงๆจะไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ก็เลยโทรไปหาคนไปด้วย แต่ไม่ไปอ่ะ เฮ้อ จริงๆงานมันก็น่าสนใจอยู่อ่ะนะ แต่ว่าให้ไปคนเดียวอ่ะ (ขอปัจจัยเสริมหน่อยดิ ขอมากไปป่ะ) พอไม่มีเฮ้อก็เลยขี้เกียจไปซะงั้น เมื่อวานและวันนี้เลยไม่ได้ไป เนื่องจากเมื่อวานนอนดึกประมาณตีสามตีสี่มั้งนั่งหามานีมานะให้ไอ้ถั่วอยู่ เฮ้อเหนื่อยนะเนี่ย หายากเจง ได้มาก็ครึ่งๆกลางๆ ฟร่ะ ก็ยังดี นี่ทำเพื่อแกเลยนะเนี่ย (พูดอย่างนี้จะโดนหาว่าเป็นเกย์อีกมั้ยเนี่ยเซง) พอตอนเก้าโมงเช้าโทรศัพท์ก็ดัง เอาโทรศัพท์มาดูก่อน scan ดูชื่อก่อนถ้าชื่อไม่ถูกใจจะด่าพ่อให้(หุหุ มีเลือกที่รักมักที่ชังอีก เลวจริง) scan แล้วอ้าวชื่อนี้อันตราย ... แต่ทำไงได้อ่ะเฮ้อไม่อยากคุย แต่ไม่รับก็ไม่ได้ เฮ้อคุยกันฝ่ายนู้นก็คงรู้ว่าตรูพึ่งตื่น แต่จะวางก็ไม่ได้ คุยไปสักพักนึงก็ได้ใจความว่าวันนี้มีสอบ ตอนนี้สอบสัมพาด เสร็จแล้วกำลังจะสอบข้อเขียนอีกหนึ่งชั่วโมง (เอ้า แม่คู้น แล้วพึ่งโทรมาปรึกษาป่านี้ แต่ช่างเหอะรายนี้เก่งอยู่แล้วคงไม่ได้โทรมาถามเรื่องเรียนแน่ เอ้าแล้วโทรมาทำไมฟร่ะ) คุยกันยังไม่ทันรู้เรื่องดีพอดีแบตหมดพอดี เย้ดีใจ จะได้ไปนอนต่อซะที กระโดดลงเตียงกะหลับเป็นตาย ผ่านไปสองนาที ดันเจือกรู้สึกผิด เฮ้อ ไรฟร่ะ (ทำไมเปนคนแบบนี้) ต้องกลับมาเสียบที่ชารท์แบตแล้วโทรกลับอีก ตกลงคุยกัน เออ เจ้แกโทรมาบ่นเรื่องสอบสัมพาด แล้ว อยากจะให้ๆพรก่อนสอบ เอ๋อ เด๋วนี้ตรูกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สาธารณะ ไปแล้วหรอฟร่ะ ดีนะ ไม่มาขูดเอาเลขเด็ดด้วย เออ เวรกรรม อ่าแต่ก็จะได้นอนต่อแย้วดีจายจาง พอเที่ยงโทรศัพท์เจ้ากรรมดันดังอีก มิใช่ใครที่ไหนรายเดิม เฮ้อ ... ได้นอนเกือบเต็มอิ่มแล้ว รับก็รับฟร่ะ (แต่ตอนนี้ค่อยมีอารมณ์คุยหน่อยเนื่องจากค่อนข้างหายง่วงแล้ว) เอ้าเหมือนเดิมครับท่าน เจ้แกเอาปัญหามาให้หนูแก้อีกแล้ว ไรกานฟร่ะ ทำไมทุกคนเห็นหนูเป็นที่เครื่องแก้ปัญหากันหมดว่า (จริงๆก็ภูมิใจนิดๆนะที่ทุกคนไว้ใจและมาปรึกษา ทั้งเพื่อนๆ พี่ๆ ญาติๆ และ บุคคลอื่นๆ ที่ข้าพเจ้าไม่รู้จักไม่เคยเห็นหน้า -> ยังงงอยู่เลยแล้วกรูไปเป็นที่ปรึกษาให้มันได้ไงฟร่ะไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน) และ หนูก็ยังคง Concept เดิม "ที่นี่รับปรึกษาทุกปัญหา ตั้งแต่ หมาที่บ้านไม่ชอบให้เกาคาง (แล้วกรู จะรู้มั้ยฟร่ะ ว่าทำไมมันไม่ชอบ) จนถึง ปัญหาคนเครียดจัดใกล้บ้าเต็มทีเรื่องราวซับซ้อนซ่อนปมอย่างที่รู้ว่ามันไม่มีทางออกที่ดี แต่จนแล้วจนรอดตรูก็ต้องวิ่งไปคุยกับแม้คนนู้นทีป้าคนนี้ทีทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกับตรูเลย เพื่อให้เรื่องมันออกมาไม่ถึงกับมีคนฆ่าตัวตาย ครอบครัวแตกแยก เฮ้อ) แต่สุดท้ายทุกงานทุกคนก็แฮ้ปปี้หมด เคลียร์ ได้ทุกปัญหา แต่ปัญหาตัวเองไม่ยักจะเคยเคลีย์ได้แฮะ เฮ้อเหนื่อย แต่ไม่เปนไรช่วงนี้กำลังค่อนข้างแฮ้ปปี้กับ ชีวิตอยู่ (คนใช้ DTAC ก็เงี้ยเกี่ยวม่ะ) และ ก็ช่วงนี้มีคนมาปรึกษาน้อยลงเยอะ ไม่เหมือนช่วงท้อปฮิต มาวันละห้าหกคน เฮ้อ อย่างกับตัวเองไม่มีปัญหา + ว่างตายเลยอ่ะ แต่ทำไงได้ฟร่ะ อดใจอ่อนไม่ได้ทุกที (แย่ๆ) อนาคตยึดมันเป็นอาชีพเลยดีกว่ามั้ยเนี่ย ท่าทางจะไปทางนี้รุ่งแฮะ เอ๋ แต่ปัจจุบันตรูก็ทำงานเป็น consultant อยู่นี่หว่าลืม เฮ้อ อ่ากลับมาเข้าเรื่องหน่อย คราวนี้ปัญหาไรอีกหว่า โอ้โห พอเห็นเราตื่นนอนเต็มที่คราวนี้มาเป็นชุดไม่ยั้งเลย กี่ดอกเนี่ย เฮ้อ เอาฟร่ะ ค่อยๆ ให้คำปรึกษาไปทีละปัญหาละกัน มีทุกแบบเลยเฟ้ย เรื่องอนาคต, พฤติกรรม, ทำข้อสอบไม่ได้, บ่นเรื่องชาวบ้าน, ฯลฯ อ่าเคลีย์ ให้หมดแล้วแหมแจ้าตัวเริ่มแฮ้ปปี้และ เอ๋แต่ดูเหมือนมันยังเหลืออีกดอก ที่เจ้าตัวแย้มๆ แต่ไม่พูดมาตรงๆ เฮ้อ เอาก็เอาฟร่ะเราบริการแบบคุณภาพราคากันเอง (ฟรี) เออ มีปัญหาไม่พูดใช่มั้ย (ได้ ตรูคั้นออกมาเองก็ได้พวกปากแข็ง) งัดมาได้ว่า แล้ว เรื่องหัวใจ เฮ้อ ทำไมชอบมีคนมาปรึกษาปัญหาหัวใจกรูจังฟร่ะ เฮ้อ ไม่อยากจะบอก จากการทำวิจัยจากการให้คำปรึกษามาเป็นเวลานาน (แต่ไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตตัวเองได้ แต่กับคนอื่นใช้ได้หมดเซ็ง) พบว่า 99.99% ของคนที่บอกว่าไม่แคร์ไม่สนใจ แปลว่า มันแคร์ ส่วนพวกเดียวที่ไม่แคร์ก็คือคนที่มันไม่มีคำพูดนี้ (เพราะไม่แคร์จริงๆเลยไม่ได้นึกถึง) แต่เรื่องชาวบ้านไม่อยากจะไปยุ่งมากแฮะ รายละเอียดไม่บอกมากไปกว่านี้ละกานเด๋วจะผิดจรรยาบรรณ (ปล. แล้วของตรูจะเป็นจรรยาบรรณไรฟร่ะ หมอดู ก็ไม่ใช่ ก็แค่เด็กน่ารักน่าเอ็นดูคนนึง ... ไอ้พวกที่กำลังคิดจะแซวหุบปากไปเด๋วบัด .. ) สรุปเรื่องราวจบแฮ้ปปี้ เจ้แกดูมีความสุขขึ้นเยอะเลย เฮ้อก็ดีใจด้วยฮะ แต่หนูเหนื่อย นี่ก็จะบ่ายสามแล้ว คุยจนมือถือร้อนจี๋ ได้ข่าวว่าตรูเปนคนจ่ายค่าโทรด้วยนี่ว่า (คุยไปสักพักเจ้แกบอกโปรจะหมดช่วยโทรกลับหน่อย กรรมของตรูจริง) เฮ้อเหนื่อย แล้วจากนั้นตรูทำไรหว่า นึก ออกแล้วหลังจากนั้นก็ทำพิธี เสกข้อมูลเข้าหัว นั่งอ่านข่าวทั้งวัน (ต้องขอบคุณท่านจื้อมาก RSS Reader ที่ท่านแนะนำมาใช้ได้ดีเป็นอย่างยิ่ง) อ่านข่าวเข้าหัวพร้อมกับดูหนังหนึ่งเรื่องจบ แบบ Parallel เสร็จ เหนื่อยเลย เฮ้อ จะหกโมงแล้ว เริ่มหิว พอกำลังจะกินข้าวพึ่งนึกออกวันนี้ยังไม่ได้ออกกำลังนี่หว่า ต้องไปวิ่งก่อน แต่ ฝนตกพร่ำๆอยู่ เฮ้อไปดีมั้ยหว่า ต้องออกกำลังบ้างสุขภาพจะได้ดีๆ (ปล. คนที่เราว่าบ่อยๆอ่ะว่าให้ไปออกกำลังอ่ะ ถ้ามาอ่านก็กรุณาไปออกกำลังด้วยนะ ... ไม่ต้องมายิ้ม มีอยู่คนเดียวอ่ะแหละไปออกกำลังไป ) วันศุกร์ไปวิ่งหลังจากไม่ได้ไปวิ่งมาสองอาทิตย์ วิ่งไปสองกิโลกว่า (ระยะทางประจำที่วิ่ง ถ้าใครเคยมาบ้านเราก็ จากซอยบ้านเราอ่ะ ถึงถนนลาดพร้าว) แทบหน้ามึด ไรว้าปกติวิ่งสบายๆนี่หว่า แต่ก่อนวิ่งได้แปดโลติดด้วย เอาฟร่ะ เด๋ววันอาทิตเอาอีกรอบแก้ตัว(คิดไว้ตอนวันศุกร์) วันนี้ถึงตายรูก็จะวิ่งตั้งเป้า ไว้ สี่กิโล นะ (ตอนออกสตาร์ก็อย่างนี้ทุกรอบอ่ะ) พอสองกิโลกว่าหน้ามืดอีกและ เวรกรรม ไม่เปนไรพักก่อน พักสักพัก ก็วิ่งใหม่อีกโลนิดๆ อ่านะ ยังไงวันนี้ก็สี่กิโลแล้วฟร่ะ กลับไปนอนตายตาหลับแน่ (ปล. ถึงคนที่ทำงานหนักทุกท่าน กรุณาหาเวลาออกกำลังบ้างนะขอรับ จะทำให้ไม่ปวดหัวเวลาอดนอน ทำให้ทำงานได้มากขึ้น แต่ไม่สำคัญหรอก จะทำให้มีสุขภาพที่ดีต่างหาก อย่างน้อยทุกอาทิตย์ให้ได้ออกกำลังกายหนักๆอย่างน้อยหนึ่งรอบนะจ้ะ โดยเฉพาะเราอ่ะ ตัวดีไม่ต้องมายิ้ม ไปออกกำลังซะ) เขียนไปเขียนมาบล้อกวันนี้ยาวฉิบใครจะนั่งอ่านฟร่ะ เฮ้อ แถมนี่เขียนรอบสองอีก รอบแรกเขียนๆอยู่ดันไฟดับ ไอ้เราก็ใช้โน้ตบุ้กไม่น่าจะมีปัญหา แต่ดันเจือกถอดแบต ซวยฉิบ เฮ้อ จากนั้นว่างจัด ก็ไปเดินฟังเพลง อีกเอ้าว่างจริง ได้ข่าวว่ามีงานนี่หว่า แต่ขี้เกียจทำซะงั้น จริงๆ บล้อกนี่ตั้งใจนานแล้วว่ามีเรื่องที่จะใส่อยู่เรื่องนึง แต่ว่ายังเขียนไม่เสร็จ หัวไม่แล่นคิดไม่ออกเลยไม่ได้ใส่ซะที บอกไปแล้ว หนึ่งคนว่าจะเขียนอะไรแต่ยังไม่เสร็จนี่หน่าทำไงได้ เจ้ขวัญก็บ่นจริงไอ้เรื่องให้เขียนรายวันเนี่ย (ล้อเล่นนะ หุหุ อย่าซีเรียส) เฮ้อจริงๆ จะเขียนต่อก็ได้นะ แต่เกรงใจคนอ่านฟร่ะ เด๋วบุพการีข้าพเจ้าจะเดือดร้อนป่าวๆ (ปล. แปลให้ว่าโดนด่าพ่อ...) ว่าเขียนมาทำไรฟร่ะ ยาวไร้สาระขี้เกียจอ่าน ฝากถึงท่านผู้อ่านด้วยละกันว่าใครที่มีความอดทนอ่านได้จนถึงตอนจบนี้ ท่านอึดมาก และ ว่างจัดด้วย ฮิฮิ ไว้ว่างๆ ถ้า comment ไม่เปนลบเกินไปนักอาจจะมีตอนต่อไปมั้ง 8月1日 งานเกินชื่อเพลง : งานเกิน
ฉันคนนี้กับเขาคนนั้น ต่างกันเธอรู้ดี คนที่ดีกับคนที่มั่ว ต่างกันเธอรู้ไหม
เขาที่คอยกดดัน กับ ฉันที่เหนื่อยขาดใจ ทำยังไงก็คงไม่เข้ากัน
เป็นเศษเดนในชีวิตมัน ที่มันคอยใช้งาน ทำอะไรให้ไปเท่าไร แต่ยังทำตัวพาล
คำพูดที่คอยกดดัน บีบคั้นฉันมาเนิ่นนาน ก็พอจะรู้ว่าเธอนั้นเป็นเช่นไร
ฉันก็คงไม่ทนฝืนแกต่อไป เมื่องานไม่เป็นดังฝัน ขอให้เราจบลงแค่นั้นเมื่อเธอมันคนไม่มีหัวใจ
หยุดงานไว้เท่านี้ พอก่อนดีไหมถ้าใจอ่อนล้า อย่ามัวเสียเวลากับงานเดิมๆ ที่เขาไม่เข้าใจ
หากยิ่งฝืนจะยิ่งเหนื่อยซ้ำ ยิ่งตอกยิ่งย้ำให้ยิ่งเจ็บใจ ยิ่งฝืนยิ่งปวดใจ ถึงคราวต้องโดดงานเสียที
(ซ้ำ * , ** , ***)
(ซ้ำ ***)
ยิ่งฝืนยิ่งห่างไกล ถึงคราวต้องโดดงานเสียที
Created By Peach Maker Modified By volt_the_emperor |
|
|