Jew 的个人资料The world in my side照片日志 工具 帮助
6月2日

10 กฎเหล็กซี่รีส์เกาหลี

1.คนที่หล่อที่สุดในเรื่องคนนั้นเป็น..พระรอง

2.เช่นเดียวกัน อย่าแสนดีจนเกินไป ไม่งั้นจะได้เป็น "พระรอง"

3.นางเอกจะสวยแบบบ้านๆปนเงอะงะหรือเอ๋อเล็กน้อย ถ้าสวยเลิศเชิดเปอร์เฟคท์ เนี๊ยบหรูมีชาติ ตระกูลจะเป็นตัวอิจฉา

4.ในครอบครัวพระเอกอย่างน้อยต้องมีญาติพระเอกหนึ่งคนไม่เห็นด้วยกับความรักของพระเอกนางเอก (จำนวนญาติที่ไม่เห็นด้วยจะเพิ่มขึ้นตามดีกรีความรันทดของเรื่อง)

5.ต้องมีเพื่อนของนางเอก หรือพระเอก แต่ส่วนใหญ่เป็นเพื่อนนางเอก คอยทำตัวตลกเฮฮาในเรื่อง เพื่อนพวกนี้มักมาเป็นแพ็คคู่เสมอและสุดท้ายจะลงเอยกันเอง

6.พ่อ แม่นางเอกมักลำบากยิ่งกว่านางเอกซะอีกหรือไม่ก็เป็นหนึ่งบุคคลที่ทำให้ชีวิตนางเอกลำบากไม่จบสิ้น

7.แทบไม่มีเรื่องไหนเลยที่นางเอกฐานะดี โดยเฉพาะดีกว่าพระเอก

8.โชคชะตาของตัวละครในซีรีส์เกาหลีมักจะวนเวียนกันอยู่ 4 คนดังนี้

พระเอก - ชายผู้แม้มีรักแท้ในใจแต่ก็มักมีคู่หมั้น มีกิ๊กมีอื่นๆอยู่แล้ว ทำให้ยัยคนนั้นต้องมาตามราวีความรักไม่จบไม่สิ้น 

นางเอก - ผู้หญิงที่แม้จะซุ่มซ่ามกะโปโลแค่ไหน ก็จะมีหน่มไฮโซแสนดี(อย่างพระรอง) มาสะดุดรักอย่างง่ายๆเสมอ

พระรอง - สิ่งมีชีวิตที่น่าดูที่สุดในซีรีส์เกาหลีเป็นโมเดล"ชายในฝัน"ของสาวๆหล่อสุด รวยสุด ดีสุดๆ แต่ไม่รู้ทำไม๊ กินแห้วทุกที(เพราะนางเอกเอ๋อนิดๆหรือเปล่า)

ตัวอิจฉา - สวย หรู ดูดี มีตระกูลแถมไม่โง่อีกต่างหาก แต่เอาแต่ใจและชอบเอาชนะ ทำได้ทุกอย่างตั้งแต่ทำน้ำหกรดเสื้อนางเอกไปจนถึงฆ่าตัวตายเพื่อให้พระเอกกลับมา

9. "ผู้ชายก็ร้องไห้ได้ในซีรีส์เกาหลี" (ร้องเยอะด้วย)

10.ถ้าเป็นแนวรันทดตอนจบจะต้องมีใครสักคน ไม่นางเอกก็พระเอกเป็น"มะเร็ง"ตาย ถ้าเป็นแนวกุ๊กกิ๊ก ตอนจบต้องมีใครสักคนไปต่างประเทศ

4月9日

Déjà vu (เดจาวู)

ไม่ได้อัพบล้อกมานาน รู้สึกว่าควรจะอัพได้แล้ว แต่ก็ไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไรดี เด๋วนี้ไม่ค่อยอยากเขียนเรื่องส่วนตัวลงบล้อกเท่าไร แต่ว่าจะเขียนเรื่องอื่นๆ ก็นึกไม่ออก เด๋วเขียนไปเขียนมาจะกลายเป็นเรื่องเครียดอีก เลยไปเปิดหาเรื่องที่น่าสนใจแล้วเอามาแปลตกแต่งคำพูดใหม่ (เพราะของเดิมมันเป็นภาษาอังกฤษอ่ะ) ใครชอบก็เชิญอ่าน ใครไม่ชอบก็ทำใจละกันนะครับ หึหึ

 

Déjà vu

เดจาวู เป็นภาษาฝรั่งเศส ซึ่งแปลว่า เคยเกิดขึ้นมาแล้วเป็นอาการที่เราเกิดความรู้สึกว่าเรื่องราวบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้นั้น เหมือนว่าได้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว โดยปกติแล้วการที่เราสัมผัสถึงเดจาวู ถือว่าเป็นเรื่องปกติในชีวิต เพราะจากการวิจัยพบว่า มากกว่า 70% ของมนุษย์บนโลกนี้เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับเดจาวู อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ยังได้ลักษณะของเดจาวู ออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆสามกลุ่มดังนี้

 

1.       Déjà vécu แปลตรงๆว่า เคยผ่านมาแล้วเป็นความรู้สึกที่เหมือนกับเราเคยพูดหรือเคยทำกริยา อาการต่างๆเหล่านี้ มาแล้วในอีกเวลาหนึ่ง ซึ่งเราสามารถรู้สึกได้ จากวัตถุ และ สิ่งต่างๆที่อยู่รอบๆตัวเรา รวมไปถึงบุคคลต่างๆที่อยู่รอบๆ  ซึ่งเราสามารถรู้ได้อย่างชัดเจนถึงสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้น เมื่อคนส่วนใหญ่พูดถึง déjà vu ส่วนมากจะมีความหมายถึง Déjà vécu จากการสำรวจพบว่า หนึ่งในสามของคนในโลกนี้ เคยมีประสบการณ์ของ Déjà vécu โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงอายุ 15-25 ปี โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมักจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่คุ้นเคย หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน

2.       Déjà senti  เป็นอาการที่รู้สึกเหมือนกับว่าความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้น ณ ขณะนั้นมันกลับขึ้นมา ทั้งๆที่มันถูกลืมไปนานแล้ว  สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นรอบๆตัว ก็ค่อยๆปรับเข้ากับความทรงจำอย่างช้าๆ และ เราก็เริ่มรู้สึกว่า ใช่แล้ว จำได้แล้ว’, ‘แน่นอน มันเป็นอย่างนั้นแหละและ หลังจากนั้น หนึ่งถึงสองนาที สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นก็ชัดเจนมากขึ้น และ ก็รู้สึกได้ว่า มันเคยเกิดขึ้นมาแล้ว  ความแตกต่างระหว่าง Déjà vécu และ Déjà senti  คือ Déjà senti  จะเกิดขึ้นกับเหตุการณที่ไม่เกี่ยวข้องกับความทรงจำในอดีต เป็นเรื่องราวของเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเป็นครั้งแรก และ ไม่ใช่เหตุการณ์ทั่วๆไปในชีวิตประจำวัน

3.       Déjà visité เป็นประเภทที่เกิดยากที่สุดในสามประเภท ซึ่งลักษณะนี้จะเกี่ยวข้องกับอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่นการที่เราอยู่ในสถานที่ที่ไม่เคยไปมาก่อน และเรารู้ล่วงหน้าถึงสิ่งต่างๆที่อยู่ ณ ที่นั่นซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถเป็นไปได้ พอเรื่องมันออกมาประมาณนี้ มนุษย์เราก็พยายามให้เหตุผลต่างๆถึงปรากฏการณ์นี้ว่าเป็นเรื่องของ ความฝัน(ลางบอกเหตุ), การระลึกชาติ, วิญญาณออกจากร่างบ้าง  ซึ่ง Déjà visité นั้นจะต่างจากDéjà senti โดยจะเกี่ยวข้องกับสถานที่และสิ่งของต่างๆ มากกว่าแค่ความรู้สึกหรือการกระทำเท่านั้น

 

ปัจจุบัน เดจาวู ก็ยังเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่นักจิตวิทยาให้ความสนใจและ พยายามหาเหตุผลของการเกิดของเดจาวู บ้างก็ให้เหตุผลว่าเดจาวูเกิดจากการทำงานผิดพลาดของการทำงานของสมองในการละลึกถึงความทรงจำต่างๆ  เช่น การที่เรารับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นของสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน แต่ว่าการทำงานของสมองเกิดความผิดพลาดทำให้เรารู้สึกเหมือนกับการละลึกเรื่องราวขึ้นมา ทำให้เราเข้าใจว่าเรื่องราวเหล่านั้นเคยเกิดขึ้นมาแล้ว ซึ่งความผิดพลาดในการทำงานของสมองส่วนนี้อาจจะเกิดจากความผิดพลาดของการทำงานซ้ำซ้อนของสมองส่วนความจำระยะสั้น(รับผิดชอบสิ่งที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน) และ ความจำระยะยาว (รับผิดชอบต่อความจำที่เป็นอดีต หรือ สิ่งที่ระลึกขึ้นมาได้)

 

 

ก็แล้วแต่ใครจะเชื่อ แล้วแต่ใครจะเจอประสบการณ์แบบไหน ก็ไม่รู้เหมือนกันนะว่าสำหรับคนอื่น เจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยแค่ไหน แต่เราเจอแค่สองอันหลังอ่ะอันแรกไม่เคยแฮะ แปลกผิดมนุษย์ป่าวหว่า แต่ก็ไม่บ่อยนะ ชีวิตนี้นับครั้งได้ ไม่น่าจะเกินห้าหกครั้งอ่ะ ถือว่าผิดปกติป่าวหว่า  T_T  ปล. ขอบคุณที่อ่านถึงนี่นะคร้าบ คนเขียนก็ว่ามันอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องอ่ะ เผอิญแปลแล้วขี้เกียจมานั่งเรียบเรียงคำพูดอ่ะ หึหึ

2月13日

Brand & Vision & Motto

Brand & Vision & Motto

      ถ้ากล่าวถึง Brand ทุกคนก็คงจะนึกถึง ซุปไก่สกัดยี่ห้อดัง เจ้าหนึ่งของเมืองไทย (ท่าจะผิดประเด็นแล้วแฮะ) T-T ไร้สาระไปวันๆ จริงๆ อ่ะ ตรู

      เข้าเรื่องดีกว่า (วันนี้วิชาการแบบไร้สาระหน่อย) ทุกคนคงจะคุ้นเคยกับคำว่า Brand เป็นอย่างดี แล้วความหมายของคำว่า Brand จริงๆแล้ว มันมีความหมายว่าอย่างไร (ความหมายแบบ ปกติหาอ่านในหนังสือการตลาดทั่วไปละกัน ในบล้อกนี่มีแต่ความหมายไม่ปกติอ่ะ)

     

      Brand คือ สิ่งที่คนจำได้ แต่ ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร (เช่น Volvo – ปลอดภัย, FedEx - ถึงภายในหนึ่งคืน, Apple – กราฟิก, Mercedes – สุดยอดด้านวิศวกรรมยานยนต์) 

 

      Vision คือ สิ่งที่ผู้บริหารคิดเอาเองว่าพนักงานและลูกค้ารู้สึกกับผลิตภัณฑ์ แต่จริงๆแล้ว เค้าไม่ได้คิดไรแบบนั้นเลย (ปล.ความหมายจริงๆของ Vision กันคนอ่านงง Vision ก็คือ ประโยคสั้นๆที่บอกว่าผลิตภัณฑ์นี้ต้องการจะเป็นอะไรในสายตาผู้บริโภค แต่โดยหลักๆแล้ว Vision จะเน้นให้คนในบริษัทเข้าใจไปในทางเดียวกันว่า เราต้องการเป็นอะไรในสายตาผู้บริโภค)

 

      Motto คือ คำอะไรก็ไม่รู้ที่มันออกมาบ่อยๆตอนโฆษณาอ่ะ ส่วนมาก็จำได้นะ แต่ไม่รู้เรื่องหรอกว่ามันจะสื่อไรอ่ะ (จริงๆแล้ว Motto ต้องเป็นส่วนเสริม Vision และ Promotion ต่อ Customer แต่คนก็มักจะไม่เข้าใจอยู่ดีและการใช้ Motto ในปัจจุบันก็เน้นแต่เสริม Promotion (การส่งเสริมการขาย) โดยไม่สน Vision เท่าใดนัก)

 

      ตอนแรกว่าจะเขียนให้ขำ แต่ทำไมเริ่มรู้สึกว่ามันวิชาการจ๋าอีกแล้วหว่า เฮ้อ แย่จัง  ถ้าใครอ่านแล้วเครียดจัดทนไม่ได้ก็โพสพอกละกันคราวหน้าจะได้เขียนแบบขำๆ หรือ ชอบเครียดๆ (ใครจะชอบฟร่ะ) ไว้คราวหน้าจะเขียนแบบไร้สาระสุดๆเลยละกัน ไม่วกเข้าเรื่องพวกนี้และ

 

       แล้วจริงๆแล้วที่เขียนมามีความหมายอะไรว้า จริงๆก็ไม่มีไรหรอก แค่นึงถึง Motto ของ Nike ได้ยินMotto นี้มาตั้งนาน ฟังก็ติดหู แต่ไม่เคยคิดเหมือนกันว่าความหมายมันจะดีขนาดนี้ แล้ว Nike เองมันก็ไม่เคยสื่อเหมือนกันว่า Motto ของมันอ่ะ จริงๆแล้วความหมายมันคืออะไร (เห็นมีแต่เอานักกีฬามาโชว์ออฟ แค่นั้นอ่ะ) ไม่เห็นเคยพยายามสื่อเลยว่า Motto มันมีความหมายว่าอะไรกับ Motto ที่ว่า ก็แค่ทำมันซะ” Just do it.

 

      จริงๆแล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเค้าต้องการจะสื่ออะไรและตรงอย่างที่เราคิดมั้ย เราแค่รู้สึกว่าการทำเรื่องไร้สาระเล็กๆ แต่ว่าก็ตั้งใจทำจริงๆ  (แม้ว่าจะเป็นเรื่องไร้สาระในสายตาของหลายๆคน)  แต่ในความรู้สึกของคนที่ทำมันแตกต่าง เพราะกับการที่ได้แต่นั่งคิด นั่งวาดภาพในความฝัน ขอบอกว่ามัน Bullshit  การได้ทำจริงๆมันไม่เหมือนที่ฝันไว้เลย เรื่องเล็กๆนี่ก็เล่นเอาปวดหัวเหมือนกัน สุดท้ายทำแล้วก็ขำๆแฮะ ไม่ได้ไรขึ้นมาเลย แต่ว่ามันช่างแตกต่างเหลือเกินระหว่างการทำและการฝัน ทันใดนั้นความคิดบางอย่างมันก็ผุดขึ้นมาในสมองว่า Don’t Dream about it but Just do it. นั่นแหละที่มาของบล้อกอันนี้     

 

ก็แค่ทำมันซะ” Just do it.

1月8日

ลาก่อนเด็กน้อยที่แสนดี

     เราลบ blog ออกไปอันนึงที่เป็นรูปทิ้ง ด้วยเหตุผลที่ว่าตอนนี้เราเสียใจที่เขียนมัน และ ตอนนี้เราก็รู้สึกจากใจว่า คนบางคนไม่มีค่าเพียงพอ ที่เราจะต้องรู้สึำกอะไรขนาดนั้น แปลกนะ ในชีวิตก็พึ่งมีครั้งนี้แหละ ที่มันรู้สึกแบบนี้ เป็นครั้งแรกจริงๆที่รู้สึก โกรธ กับเรื่องแบบนี้ ที่้้เขียนนี่ก็ไม่ใช่อะไรหรอก เราว่าเราตั้งค่าป้องกันคนเข้ามาอ่านผิด ทำให้คนไม่น่าจะเข้ามาอ่าน บล้อกที่แล้วได้ แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ถ้าใครมีรูปเหล่านั้นอยู่ขอให้ช่วยลบทิ้งไปได้มั้ย ขอบคุณนะ

    ถ้าชีวิตกด save ได้ก็คงดี เพราะตอนนี้เราเด็กดีคนนึงกำลังจะถูกลบ เราอยาก save เค้าไว้จังเพราะจิว ที่เป็นแบบนั้นคงจะไม่มีอีกต่อไปแล้ว ต่อไปนี้จิวที่อยู่ต่อไปก็ไม่ได้เป็นเด็กดีแบบนั้นอีกแล้ว

     นี่บอกไว้นิดนึงว่าถ้าอ่านแล้วไม่ต้องโทรเข้ามาว่าเรานะ เราไม่ได้เปลี่ยนไปเพราะเรื่องแบบนั้นหรอก เพียงแค่มันเปลี่ยนไปเองตามวิถีของมันนะ "เพราะเค้าไม่ได้มีค่านั้น" ที่จะทำให้เราต้องมาเปลี่ยนตัวเอง หรอก มันก็แค่เรายอมรับแล้ว ว่า "เราไม่ใช่คนดี สิบกว่าปีที่ผ่านมาที่ทำตัวเป็นคนดีมาตลอดมันก็แค่ การเสแสร้ง" ตอนนี้ เราก็แค่เลิกเสแสร้งเท่านั้น ถ้าไม่รู้สึก ก็ไม่ต้องบอกตัวเองว่าผิดนะที่ไม่รู้สึก ก็แค่นั้น "เสียดายเด็กคนนั้นจัง เด็กดีแบบนั้นคงไม่มีอีกแล้วละ" แต่ก็ดี "เราเสียเวลากับเรื่องที่ไร้ค่ามา นานแล้ว" ตอนนี้เรามีเรื่องสำนึกผิดอยู่เรื่องเดียว "ทำไมเราถึงบอกกับคนอื่นว่า เค้ามีค่าพอ และ บอกกับตัวเองว่า ตัวเราที่แย่ ทั้งๆที่ผ่านมาโดยตลอด เค้าคือคนที่ไม่เคยมีค่าพอสำหรับเรา"

   เขียนแรงไป? ถ้าเป็นแต่ก่อนก็คงบอกว่าใช่ แต่ เดี๋ยวนี้มันเปลี่ยนไป เราก็แค่บอกว่าใจเราคิดอะไร เราก็ไม่รู้เหมือนกันนะ แต่การที่ คนๆนึงจะทำให้เรารู้สึกแย่กับเค้าได้ขนาดนี้ นี่ มันก็... ก็รู้จักเรานิว่าเรา เคยทำไรแบบนี้หรอ
 
   นิดนึงสำหรับเพื่อนๆที่อ่านถึงตรงนี้แล้วเครียดจนจะโทรมา ก็ยังไม่ต้องนะ เรายังโอเค และ ดูแลตัวเอง ได้ ในทางตรงข้าม เรายังยิ้มได้อย่างสบายใจ เหมือนกับไม่เป็นไร ต่อให้กับคนที่ทำให้เรารู้สึกอย่างนี้แม้ ว่าเราจะอยู่ต่อหน้าเค้า เราก็ยังยิ้มและทำตัวได้อย่างสบายใจ และ ก็ไม่โกรธกันด้วย "เพราะตอนนี้เรารู้สึกว่า เค้าไม่มีค่าแม้แต่จะทำให้เรารู้สึกขุ่นเคืองใจแม้แต่น้อย"

    ปล. แย่นิดนึงอ่ะ ที่ตอนที่เราเขียนนี่ไม่ใช่ตอนอารมณ์โมโหอีก เขียนตอนจิตใจสงบและเป็นกลาง โคตร แถมผ่านการไตร่ตรองอย่างรอบคอบอีก และ การเกิดขึ้นของเหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะ ตอนนี้เรารู้แล้ว ว่าเราเดินถูกทาง
12月25日

ขำๆ เกี่ยวกับความรัก

 

แงะ ช่วงนี้ไม่มีอารมณ์เขียนบล้อกแฮะ แต่เห็นมีคนส่งนี้มาให้อ่านแล้วชอบเลยเอามาแปะบล้อกไว้ละกันหึหึ

 

รัก.......... แท้..เป็น..................ตำนาน
รัก.......... สิ้นลมปราน..เป็น.......บทประพันธ์
รัก.......... ไม่แปรผัน..เป็น.........นิยาย
รัก.......... จนวันตาย..เป็น.........นิทาน
รัก.......... ตลอดกาล..เป็น.........ละคร
รัก.......... อยู่ทุกตอน..เป็น.........ละครน้ำเน่า
รัก.......... ไม่เคยเก่า..เป็น.........จริงช่วงแรก
รัก.......... ในความแปลก..เป็น....คำฮิต
รัก.......... ด้วยชีวิต..เป็น...........ลิเก
รัก.......... ไม่โลเล..เป็น.............ความฝัน
รัก.......... เธอนิรันด์..เป็น..........ชื่อเพลง
รัก.......... นะตัวเอง..เป็น...........เด็กอมมือ
รัก.......... ซื่อสัตย์..เป็น.............คำลวง
รัก.......... หมดทรวง..เป็น..........คำติดปาก
รัก.......... เธอมาก..เป็น.............คำฮอต
รัก.......... เดียวตลอด..เป็น........ไปไม่ได้.......!!!!!

11月24日

Colors of the wind

แค่ชอบอ่ะ ไม่มีไรหรอก ถ้าใครแก่ๆหน่อยคงรู้จักอ่ะ มันโหลดช้าหน่อยนะ เปิดทิ้งไว้แล้วไปทำอย่างอื่นก่อนก็ได้นะ
ถ้าใครชอบอยากได้ก็ download

 Color of the wind

You think you know what ever land you land on
the earth is just a dead thing you can claim
but I know every rock and tree and creature 
has a life, has a sprit, has a name, 
you think the only people who are people
are the people who look and think like you
but if you walk the footsteps of a stranger
you learn the things you never knew never knew  

Chorus
have you ever heard the wolf cry to the blue corn moon
or ask the grinning bobcat why he grins
can you sing with all the voices of the mountain 
can you paint with all the colors of the wind 
can you paint with all the colors of the wind ooooh

come run the hidden pine trails of the forest (The Forest) 
come taste the sun sweet berries of the earth (Of The Earth)
Come Roll in all the riches all around you  (all around you)
and for once never wonder what they're worth
the rain storm and the river are my brothers 
the herron and the otter are my friends
and we are all connected to each other 
in a circle of a hope that never ends 

Chorus
have you ever heard the wolf cry to the blue corn moon 
or let the eagle tell you where he's been
can you sing with all the voices of the mountain 
can you paint with all the colors of the wind
can you paint with all the colors of the wind

how high does the sycamore grow?
if you cut it down then you'll never know

you'll never hear the wolf cry to the blue corn moon
or wheather we are white or copper skin
you need to sing with all the voices of the mountain 
you need to paint with all the colors of the wind 
you can own the earth and still oh you own this earth until 
you can paint with all the colors of the wind
Ooooh A Umm Ahhh
11月7日

สิ่งเดียวที่บอกได้ คือทุกๆพรุ่งนี้ เราจะดีกว่าทุกๆวันนี้ (คิดถึงเพื่อนๆมากเลย ต่อไปนี้จะใช้เวลาอยู่กับพวกแกให้มากขึ้นนะ ที่ผ่านมาขอโทษด้วยอ่ะ)

     เราเป็นคนคิดมากมาตั้งแต่ไหนแ่ต่ไรแล้ว ก็เหมือนที่ทุกคนรู้ เราชอบจะคิดถึงวันพรุ่งนี้ และ คิดว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น บ่อยครั้งที่มันก็ดีที่ทำให้เรารู้ถึง ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น แต่ บ่อยครั้งที่มันก็ทำลายเราด้วยความวิตกกังวล และ ความกลัวที่จะสูญเสียสิ่งต่างๆ สิ่งนี้จริงๆแล้วมันก็คือความอ่อนแอในตัวเรานั่นเอง
    
     ตลอดเวลาเราจะมีแผนล่วงหน้าอยู่เสมอ ตอนนี้เราก็ต้องมาถามว่ามันเพื่ออะไรเพราะทุกๆ ครั้งเราก็ชอบที่จะตัดสินใจตามอารมณ์ และ ไม่ทำตามแผนการ เหล่านั้นเสมอ

     วันนึงเราได้คุยกับแตง แล้ว เราก็ต้องตกใจกับคำที่แตงบอกเรา แตงบอกเราว่า เราเป็นคนร่าเริง และ ก็เป็นคนร่าเริงโดยธรรมชาติ เพื่อนๆ ก็เห็นว่าเราเป็นคนร่าเริง แต่เราชอบให้บางอย่างมากดตัวเอง และ ทำตัวเองเป็นคนมืดมน ทั้งๆที่เราก็อยากจะ ร่าเริง

      ประโยคนี้ฟังแล้วจุกที่สุดเลย อืม เราพันธนาการตัวเองด้วยความกลัว เราคงกลัว ที่จะสูญเสียสิ่งต่างๆไป เราคงกลัวการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่เราเป็นคนที่ชอบท้าทาย และเชื่อมั่น แต่เราก็กลับเป็นคนที่ขี้ขลาดในเวลาเดียวกัน


       ณ วันนี้ นาฬิกาเรือนนี้ที่หยุดเดิน มันก็ยังหยุดอยู่อย่างนั้น สักวันพอถึงเวลาที่มัน จะเดินมันก็คงเดินของมันไป ไม่มีใครรู้หรอก ว่ามันจะเดินเมื่อไหร่ แม้วันนีมันจะยังหยุดอยู่เราก็ ไม่เสียใจที่มันยังหยุดอยู่อย่างนั้น

         สิ่งต่อไปนี้มาจากคนหลายคนที่คอยบอกเรา ในช่วงเวลาชีวิตที่ผ่านมา แต่ทำไมมันไม่ซึม เข้าหัวเราเลย แต่ไม่จริงหรอก เพราะเรายังจำคำเหล่านั้นได้นิ

      ประเสริฐเคยถามเราว่า ทำไมเราต้อง พัธนาการตัวเองด้วย กฏและสิ่งต่างๆ ถึงตอนนี้เรา ก็คงตอบว่าเราไม่รู้


      ออยเองก็เคยบอกเราว่า จิวจะดูแย่ และ รับไม่ได้ที่สุด ตอนที่จิตตก เราก็รู้แต่ก็ยังทำตัวอย่างนั้น ก็ไม่รู้ว่าเป็นบ้าอะไรเหมือนกัน

        มะปรางถามเราว่า ชีวิตเรามันต้องซีเรียสและจริงจังขนาดนั้นเลยหรอ เราก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน

        มุกบอกเราว่า แกเคยคิดจะฟังคนอื่นบ้างมั้ย ทำไมถึงยังดื้อดึงกับความคิดตัวเองขนาดนั้น  เราก็ไม่่รู้

       เคอะเองก็เคยบอก ถ้าพรุ่งนี้แกโดนรถชนตายไป ไอ้สิ่งที่แกซีเรียสทำมาทั้งชีวิต แกจะทำไปเพื่อไรว่ะ ปล่อยวางหาความสุขบ้างเด่ว่ะ เราก็ไม่รู้จะตอบว่าไง

      จิตเองก็บอกเราว่า แกเป็นแกก็ดีนะ แต่ บางครั้งถ้าแกเป็นตัวของตัวเองน้อยลงแกจะดีมากเลย เราก็อยากทำอย่างนั้นนะ

      ฮูกมักจะบอกเราว่า ถ้าเราเก่งอย่างแกนะ เราเก่งจริงๆหรอ ชีวิตตัวเองยังดูแลไม่ได้เลย

      เป้กมักจะหัวเราะแปลกๆและบอกเราว่า อย่างมึงนะ มีทำไรไม่ได้ด้วยหรอ ...

      กลอฟ์มักจะปลอบเราเสมอว่า เฮ้ยคิดมากไรว่ะ เพื่อนๆเค้ารักแกกันทั้งนั้น เด๋วกรูจัดงาน เลี้ยงที่ดาดฟ้าตึกโตให้มึงอีกก็ได้ ขอบใจว่ะกลอฟ์

      ขวัญชอบบอกเราว่า จิวเป็นคนนิสัยดี และ น่ารักที่สุดเลย เราก็มีเพื่อนดีๆแต่ทำไมเราต้องเศร้านะ

    ไอ้ขวัญมักจะปลอบเราว่า เฮ้ยเครียดไรว่ะ มีไรบอกได้นะเว้ย  มีงแม่งปากหมาจริงอ่ะ แต่ก็เป็นเพื่อนที่ดีจริงๆอ่ะ

      ก้อย มันจะถามเราเสมอว่า แกดูเครียดๆ เป็นไรป่าวว่ะ ขอบใจนะที่ห่วงอ่ะ แม้ว่าแกจะช่วยไรไม่ได้ก็เหอะ

      มานิต แม่งชอบพูดว่า ไอ้เหี้ยเจียงเป็นไรว่ะ มามามากับกู มึงเป็นคนที่ดูมีความสุขตลอดดีจัง แต่มึงแม่งกวนตีนเหี้ยๆ ตอนนี้กรูคิดถึงมึงว่ะ ไอ้แบค์ซ้ายเฮงซวย

     จีดำ ไอ้เหี้ยเจียงเพื่อนๆเค้าห่วงมึงกันทุกคนนะเว้ย แต่มึงอ่ะ ชอบทิ้งพวกกรู กรูขอโทษว่ะ ต่อไปนี้จะหาเวลาไปอยู่ด้วยให้บ่อยขึ้นละกันนะ

      ไอ้แจ้บก็ชอบบอกว่า เฮ้ยไอ้เจียงเพื่อนๆเค้าเป็นห่วงมึงนะโว้ย + พวกมึงเป็นเพื่อนกลุ่มที่ดี ที่สุดของกูแล้ว ไม่ว่าเพื่อนที่มหาลัย ที่ทำงานหรือ ที่ไหนก็ไม่เหมือนพวกมึง ซึ้งมึงว่ะ แจ้บ มึงก็เพื่อนกรูเหมือนกัน

     เอเจ พูดเสมอกับเราว่า ระดับป๋าจิวนะ

      ธงเอกบอกผมว่า ผมไม่เจอคนที่จะคุย เรื่องซีเรียสกับผมแบบนี้รู้เรื่องนะ คุณนี่เป็นคนที่คุยกับผมได้จริงๆ ....

      พี่เป็ดชอบบอกว่า น้องเป็นคนดีนะ น้องทำถูกแล้วแหละ ดีแล้ว พี่เห็นด้วยนะ

      ไอ้เหลิมพูดเสมอว่า เอาน่าเจียงอย่าคิดมาก ดูไอ้หมอดิชีวิตแม่งเหี้ยกว่ามึงตั้งเยอะ คิดถึงพวกมึงสองตัวว่ะ

      ไอ้หมอ เจียงคิดมากไปไมว่ะ เอาซีดีกรูไปดูก็ได้นะเจ๋งๆทั้งนั้น เฮ้อมึงแม่ง ก็รู้นิสัยกรู หลังๆถ้ากรูไม่มีปัญหาก็ไม่ไปหามึงเลยเนอะ ขอโทษด้วยนะ

       ไอ้เพรช ไอ้เจียงคิดมากทำไมว่ะ เด๋วแฮ้ปซีดีไอ้หมอไปดูก็ได้  อ่านะ


      ตี๋ชอบพูดเสมอว่า อย่างจิวเนี่ยนะ ทำไมได้  เราก็แค่คนๆนึงนะ

      ไอ้สด มักจะมาบอกเราว่า จิวแกมีไรบอกมาได้นะโว้ย กูนะเพื่อนมึงนะ เออถึงมึงจะเหี้ย เกินไปหน่อย แต่มึงก็ยังเป็นเพื่อนกรูเหมือนกันว่ะ ไอ้สด

      พี่เส็งเคยพูดว่า พี่ขอด่าเอ็งหน่อยว่ะ เอ็งเป็นคนดีก็โอเค ทำเพื่อคนอื่นก็ดี แต่รักตัวเองบ้างสิว่ะ ผมก็ไม่รู้ว่าำทำไม

      โอ้มันจะชอบพูดประโยคที่ทำให้เราเจ็บปวดอยู่ประโยคนึง อ้าวก็มีจิว อยู่นิ ต้องห่วงไรด้วยหรอ

       ลุงมักจะบอกเวลาเราฟุ้งซ่านเสมอว่า เอาน่าๆ ใจเย็นๆ เด๋วก็ดีขึ้นเอง เพื่อนๆก็ยังมีนะโว้ย มีงไม่ได้อยู่คนเดียว คิดถึงมึงว่ะลุง

       โจ้บอกเราว่า แกโคตรเก่งเลยว่ะ อะไรๆก็รู้ไปหมด แล้วทำไมมีแ่ต่เราที่ไม่ภูมิใจละ

       นะชอบพูดกับเราว่า แกนะยังไปได้ไกลเว้ย ความสามารถอย่างแก  ไม่ใช้ให้คุ้ม น่าเสียดายแย่ เรานะหรอ

       อ้น กับ อูฐ เคยบอกเราว่า เราซึ้งแกที่สุดเลยว่ะ ทำไมแกเป็นคนดีขนาดนี้ว่ะ 

       พี่บิ้ก บอกเราว่า ขอบใจมากๆนะ น้องจิว ถ้าน้องมีไรให้ช่วยก็บอกพี่ละกันนะ

       หนุ่ยเคยพูดกับเราว่า มันไม่ใช่แกไม่มีหนทางโว้ย แกต่างหากละที่ไม่ยอมเลือก อย่าทำตัวโง่ๆนะ แกนะยังมีทางเลือก ตั้งเยอะ มากกว่าคนอื่นๆตั้งมาก แล้วทำไมเรากลับเป็นคนเดียวที่ไม่เห็นทาง เหล่านั้นละ

        วินบอกเราว่า ชีวิตมึงมันเป็นแบบนั้นใช่ม่ะ อืม ถ้ามันไม่เป็นแบบนั้นมันก็ไม่ใช่มึง มึงก็อยากจะเลือกทางของมึงเอง แต่ ถ้าอยากให้กรูช่วยเมื่อไหร่ ก็บอกมาได้เสมอเว้ย ขอบใจนะที่เข้าใจว่ะ ไม่มีมึงมาคอยกวนตีนทุกวันแล้วคิดถึงเป็นบ้าเลยอ่ะ

        ส้มบอกเราว่า ชีวิตแก แกก็ต้องกำหนดเองดิ คิดไรให้ดีอย่าทำไรประชดตัวเองละกัน แล้วทำไม เรายังประชดตัวเองเสมอเลยละ

      วันนี้ถามว่าสิ่งต่างๆในตัวเราเปลี่ยนไปมั้ย คำตอบคือไม่เลย ความรู้สึกต่างๆทั้งหมด กับ ในทุกสิ่ง ในทุกคน ในทุกเรื่องยังเหมือนเดิม แต่นับแต่นี้เราจะปล่อยให้ ชีวิต ไหลไปตามกระแสของโชคชะตา ต่อไปนี้ เราจะไม่คิดถึงวันพรุ่งนี้ และ ไม่กลัววันพรุ่งนี้ อีกต่อไป

      ต่อจากวันนี้จง ดีขึ้น เข้มแข็งขึ้น เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น อะไรปล่อยได้ ก็ปล่อยๆซะบ้าง ซีเรียสน้อยลง ต้องการคนอื่นน้อยลง แปลกแฮะพอเรามานึกย้อนไปถึงสิ่งที่คนต่างๆได้เคยพูดกับเราไว้ ยิ่งย้อนยิ่งมาก ยิ่งย้อนถึงหลายคน ก็ยิ่งพบว่าตัวเรามีเรื่องดีๆเยอะ นี่หว่า  และเราก็มีคนแคร์เราเยอะแยะเลย เรามีแต่เพื่อนที่คอยเป็นห่วง เพื่อนที่คอยเตือน บางคนบอกว่าเราน่าอิจฉา มีแต่ตัวเราเองเท่านั้นที่ว่าตัวเองว่าแย่  เราเองที่บีบคั้นตัวเอง เราซีเรียสกับตัวเองมากเิกินไป ทั้งๆที่ พอมาคิดดูแล้ว เราควรจะภูมิใจมากๆเลยที่เป็นเรา อืม ต่อไปนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป เพราะ เราจะดีใจที่เราเป็นเรา

       ตอนแรกก็ไม่ได้คิดว่า้จะเขียนออกมาเป็นงี้อ่ะ ยิ่งเขียนถึงเพื่อนเก่าๆ น้ำตาจะไหลเอาว่ะ ทำไมเรามีเพื่อนดีๆเยอะขนาดนี้ว่ะ นับแต่จากวันนี้นะ จะใช้เวลาอยู่กับเพื่อนๆ ให้มากขึ้น จะไม่หนีไปอยู่ไหนคนเดียวอีกแล้ว เราโชคดีจังเลยที่มีเพื่อนดีๆ เยอะขนาดนี้ ปล. ใครที่เราไม่ได้เขียนถึงอย่าโกรธกันนะ เพราะถ้านับเพื่อนสนิทจริงๆ แล้ว เรามีเพื่อนสนิท ที่สามารถไปนั่งร้องไห้ให้ฟัง และ ห่วงใยเราเป็นร้อยเลยหรอว่ะ อืม แล้วที่ผ่านมาเราเศร้าทำเหี้ยไรว่ะ เราแม่งบ้าจริงๆเลย ต่อจากวันนี้ เราจะไม่งี่เง่าเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว

10月26日

ชีวิต กับ การรดน้ำ

          ต้นไม้ก็มีชิวิตไม่ต่างจากคนหรือสัตว์ทั่วไป ต้นไม้ก็มีสัญชาติญาณ การเอาชีวิตรอดของตัวเอง สามารถหาอาหาร และ อยู่รอดได้ด้วยตัวเอง  แต่ถ้าวันหนึ่งมีคนเอาต้นไม้มาใส่ในกระถาง และ เอามันออกมาจากธรรมชาติ ต้นไม้นั้นก็ไม่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองอีกต่อไป

 

          น้ำที่ต้นไม่ได้รับจะต้องมาจากคนที่รด แสงที่ต้นไม้จะได้ต้องเป็นคนที่หามาให้ มันกลายเป็นหน้าที่ของคนที่จะต้องดูแลต้นไม้นั้น

 

          ต้นไม้มีหลายประเภทแต่ละประเภทก็มีความต้องการต่างกัน บางต้นต้องการน้ำมาก บางต้นต้องการน้ำน้อย บางต้นต้องการแสงแดด บางต้นแค่ไฟนีออน

 

          กระบองเพรชเป็นต้นไม้ ที่สามารถอยู่รอดได้ในสภาพที่โหดร้าย มันเข้มแข็ง และ เป็นต้นไม้ที่สู้ชีวิตและไม่ยอมแพ้อย่างแท้จริง มันสามารถอยู่ในสภาพที่ไม่มีน้ำได้ ไม่ต้องได้รับการดูแลรักษามาก ภายนอกมันอาจดูไม่สวยงามและมีหนามแหลมคม แต่ถ้าใครที่รู้จักมันอย่างแท้จริง ก็จะรู้ว่ามันสามารถออกดอกทีสวยงามได้ ไม่แพ้ดอกไม้อื่นๆเลย

 

          ด้วยการที่มันสู้ และ เข้มแข็งขนานนั้น คนจำนวนมากจึงเข้าใจผิดคิดว่ากระบองเพชรเป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องการ การดูแลใดๆ แค่ปล่อยมันไว้มันก็สามารถมีชีวิตรอดได้ตราบนานเท่านาน แต่แม้มันจะเข้มแข็งเท่าไร ชีวิตก็คือชีวิต และ ชีวิตก็ช่างบอบบางเสียนี่กระไร ความที่เข้มแข็ง และ ไม่ยอมแพ้ ไม่ได้หมายความว่ามันจะตายไม่ได้

 

          ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ผิดพลาดในเรื่องเหล่านั้น ผมเองก็เป็นคนที่ค่อนข้างจะยุ่งต้องออกไปข้างนอกตลอดเวลา แต่บ่อยครั้งที่ผมจะกลับมาแล้วดู กระบองเพรชต้นหนึ่งเหมือนกับจะถามมันว่า เป็นไงสบายดีรึเปล่า จริงๆแล้วแม้ผมจะดูแลมันตลอดแต่มันก็เหมือนมีสิ่งกั้นอยู่ ผมอยากจะถามมันว่า เป็นยังไง น้ำที่รดน้อยไปมั้ย หรือ มากไปเปล่า แต่มันก็ไม่สามารถตอบคำถามเหล่านั้นกับผมได้ กระบองเพชรมันพูดไม่ได้นิ คุณต้องสังเกตุมันเอาเอง

 

          ในตอนแรกกระบองเพชรต้นนี้มีดอกสวยงาม แต่การที่มันไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี ดอกนั้นก็ค่อยๆร่วงโรยไปแล้วไม่ขึ้นมาอีกเลย ผมเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าผมรดน้ำมากไปมั้ย ทุกครั้งที่ผมรดน้ำผมตั้งใจรดด้วยความรู้สึกหวังดีอยากจะให้มันโตและออกดอกมาอีกครั้ง แต่ความหวังดีที่มากไป ก็เหมือนกับทำให้มันรำคาญ อาการมันก็เลยแย่ลง

 

          ผมเริ่มหาหางอื่น พยายามเอามันออกไปโดนแดดบ้าง แต่ด้วยข้อจำกัดหลายๆอย่าง มันก็ไม่ได้ทำให้อาการของมันดีขึ้นเลย ต่อมาจึงเริ่มหยุดให้น้ำมัน

 

          หลังจากผ่านอะไรมาหลายอย่าง เราก็รู้สึกว่า ตะบองเพชรเป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องการน้ำมากนัก และ เราก็หยุดรดน้ำมันแต่ การไม่รดน้ำทำให้ต้นไม้ตายได้แม้มันจะเป็นกระบองเพชรก็เถอะ  ตลอดมาไม่ได้ลืมแค่ไม่รู้ต้องรดน้ำแค่ไหน พอเห็นแกจะตายถึงได้รู้

 

          แต่กว่าจะรู้ว่ามันอาการแย่ เราก็ไม่รู้ว่ามันจะสายเกินไปมั้ย มันไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาชัดเจน มันก็ยังสู้ชีวิตในแบบของมันไป แบบเงียบๆ ถ้าแค่มันบอกมาว่า "รดน้ำที ฉันขาดน้ำจนไม่ไหว ฉันจะตายแล้ว" แต่มันก็คือกระบองเพชรมันร้องโวยวายไม่ได้หรอก คุณต้องสังเกตุเอาเอง กระบองเพชรก็มีหลายชนิดและบางชนิดก็ไม่ได้แข็งแรงอย่างที่คุณคิด

 

          วันนี้กระบองเพรชต้นนี้ มันเหี่ยวและซูบลงไปเยอะจนสังเกตุได้ เนื้อของมันก็ไม่ได้แข็งเหมือนแต่ก่อน มันคงอิดโรยเต็มที่ มันคือสิ่งที่กระบองเพรชต้นนี้พยายามบอกในตอนนี้ มันแค่บอกว่ามันล้าจนจะไม่ไหวแล้ว ถามว่าเรารู้มั้ยว่ามันต้องการอะไร เราก็ยังไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าตอนนี้มันแย่แล้ว แม้จะอยากรู้มากกว่านี้ว่าแกต้องการอะไร มันก็คงตอบไม่ได้

 

          ตอนนี้จะกลับมารดน้ำแกอีกครั้ง และ จะพยายามดูแลแกให้มากขึ้นด้วย หวังว่าจะต้องออกไปข้างนอกน้อยลง ตอนนี้ก็ได้แต่หวัง ว่าแกจะแข็งแรงขึ้น  อย่าตายนะเจ้ากระบองเพชร

 

ปล. พิมพ์จนจบแล้วพึ่งรู้ว่าเค้าเรียกว่า ตะบองเพชร ไม่ใช่ กระบองเพชร

 

10月4日

ต่อจากมะวาน (ความทรงจำที่ถูกลืม)

     เขียนบล้อกสองวันติดเลย  วันนี้รถติดบรรลัยโคตร ออกไปขึ้นรถและ ผ่านไปชั่วโมงนึง เคลื่อนร้อยเมตร เฮ้อ กรูลงรถกลับมานอนบ้านดีกว่า ซะงั้นเลย โดดงานสองวันติดเลยวุ้ย จะโดนไล่ออกม่ะเนี่ย
 
    เผิอญไปอ่าน บล้อกไอ้โจ้ ซึ้งฮะ คำพูดที่ตัวเองพูดไว้ มันก็ผุดกลับขึ้นมา นึกถึงสิ่งที่ตัวเองพูดแล้วซึ้งจัง แปลกที่ดันไปพูดให้คนอื่นฟัง ส่วนคนที่ควรพูดดันไม่พูดให้ฟัง คิดแล้วก็ตลกดี จริงๆแล้วสิ่งที่พูดมันก็ไม่ใช่แกล้งพูดขึ้นมาเพื่อให้ดูดี แต่ทำไมบางครั้งลืมไปเหมือนกัน เออ เนอะตอนเถียงกับชาวบ้านจะตายแทบจะฆ่ากันอยู่แล้ว ดันพูดได้ซึ้งขนาดนั้น ก็มันมาจากใจจริงๆนี่เนอะ อาจจะเป็นเราซึ้งคนเดียวมั้ง แต่ก็พอแล้วหละ พอนึกประโยคเหล่านั้นขึ้นมาได้ ปัญหาอะไรๆ มันก็ดูเล็กไปหมดเลย
 
     ขอเก็บมันไว้เป็นเครื่องเตือนใจละกัน คราวหน้าถ้าเป็นอย่างนี้อีกจะได้นึกถึง เพราะไม่ว่าอนาคตปัญหาจะใหญ่แค่ไหน ถ้าความรู้สึก แบบนั้นยังอยู่ เราก็คงไม่เป็นไร คิดได้ แล้ว ก็มีความสุขสุดๆเลย (นานแล้วนะที่ไม่ได้มีความสุขจากภายในแบบนี้ ความสุขจากความรู้สึก และ ความเชื่อของตัวเองจริงๆ) แล้วก็อย่าลืมอีกละ
 
     นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า "ความสุขมันมาจากภายใน จงพอใจกับสิ่งที่มีอยู่ หลายๆอย่างที่มีค่าเราอาจจะมีมันอยู่แล้วก็ได้ แต่เรานั่นแหละที่โง่จนมองข้ามมันไป และก็มีแต่ควายเท่านั้นแหละที่ร้อง more more more more"
10月3日

สิ่งที่ไม่เคยบอกใคร เกี่ยวกับเรื่องแย่ๆในตัวเรา

        เราไม่ใช่คนดีสักเท่าไร จะว่าไปดูค่อนข้างจะโรคจิตด้วยแฮะ T_T หลายอย่างทำไปคนก็ไม่เข้าใจหรอก ใครรู้ใครก็ว่าบ้า ถ้าเราทำให้ใครโกรธ หรือ รู้สึกแย่ๆอะไร กับ พฤติกรรมของเรา เราก็ขอโทษนะ เราไม่ได้ตั้งใจจริงๆ เรารู้ว่ามันแย่มาตลอดและก็พยายามแก้ไขอยู่ ก็ขอโทษด้วยละกัน

 


         ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จิตใจมันไม่อยู่กับเนี้อกับตัวควบคุมตัวเองไม่ได้  ทั้งๆที่ไม่ได้เป็นเรื่องอะไรใหญ่โตมากมาย แต่ทำไมหยุดคิดไม่ได้ ไม่เข้าใจตัวเองจริงๆ 
 
         วันนี้หลังจากได้ลองพยายามทำหลายสิ่ง แต่ก็ยังลบความรู้สึกอึดอัดที่มันอัดอยู่ข้างในไม่ได้ แถมอาการแย่ลงอีก ความรู้สึกมันปั่นป่วนไปหมด ไม่เข้าใจ ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ทำไมตัวเองถึงงี่เง่าได้อย่างนั้น
 
         สุดท้ายก็เลือกที่จะเดินออกไป โดยไม่สนใจอะไร ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะไปไหน เดินไปเรื่อยๆ ระหว่างเดินก็คิดไปต่างๆ นาๆ เรื่องต่างๆก็ยิ่งผุดขึ้นมาก็ยิ่งอึดอัด จนอยากจะตะโกนออกไปดังๆ 
 
         สุดท้ายก็ไปหยุดอยู่ที่ๆหนึ่ง คิดไปแล้วครั้งสุดท้ายที่มาที่นี่ก็จะสี่เดือนแล้ว อีกไม่กี่วันเอง ภาพต่างๆในวันนั้น เริ่มย้อนกลับเข้ามา จิตใจก็เริ่มเย็นลง ภาพบางภาพที่ผุดขึ้นมาก็ยังทำให้เรายิ้มได้เสมอ ...
 พอเดินออกมาจากที่นั่น ความรู้สึกกลับแย่ลงในทันที ความอึดอัดก็กลับเข้ามาอีกครั้ง ...
 
         เดินๆ ไปอย่างคนไม่มีความคิดไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ได้แต่เดินไปเรื่อยๆ  ระหว่างเดินก็ได้แต่คิดๆ คิดและก็คิด  เราเริ่มเห็นเรื่องราวต่างๆที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง จินตนาการดึงเราออกจากโลกของความเป็นจริง เหตุการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้น แต่มันทำให้เรายิ่งเครียด ยิ่งอึดอัด ... เราไม่ได้ต้องการจะคิดสิ่งเหล่านั้น แต่เราหยุดไม่ได้ เหตุการณ์เริ่มแย่ลงเรื่อยๆ  มันเหมือนกับว่าทุกครั้งที่เราจินตนาการเหตุการณ์นึงขึ้นมาทำให้ตัวเองทุกข์ใจ  หลังจากนั้น มันก็จะมีภาพจินตนาการเหตุการณ์ต่อไปตามมาที่ทุกข์ใจกว่าเหตุการณ์แรก เราหยุดมันไม่ได้

        

         สักพัก ความทรงจำต่างๆ ความทรงจำที่แท้จริง ก็ค่อยๆกลับเข้ามาช้าๆ  ภาพต่างๆที่อยู่ในความทรงจำเริ่มไหลกลับเข้ามาอีกครั้งภาพหลายๆภาพเราเองก็ลืมไปแล้ว ภาพเหล่านั้น มันก็กลับเข้ามาในสมอง ... มีความทรงจำมากมายจริงๆ
เราเคยบอกใครคนนึงว่าเมื่อใดที่วาดภาพ ภาพเหล่านั้นก็จะเก็บความรู้สึกของผู้วาดเมื่อวาดภาพนั้นไว้ในภาพด้วย ไม่ว่าภาพจะออกมาเป็นเช่นไร มันก็จะมีความรู้สึกแสดงอยู่ในนั้น

 

         ความทรงจำที่ขึ้นมานั้นมันก็เก็บความรู้สึกหลายๆอย่างไว้ในนั้น  เหมือนกับว่าเรากำลังนั่งเรียนรู้จิตใจของตัวเองอีกครั้ง ภาพต่างๆที่ฉายไปทีละภาพ ช่วยให้เราเริ่มจำสิ่งต่างๆ สิ่งที่เคยลืมไปได้อีกครั้ง ในตอนนี้จินตนาการที่ฟุ้งซ่านก็เริ่มลดลง

        ตอนนั่งพิมพ์ถึงตอนนี้ก็ยิ้มนิดๆ และนึงถึงเพลงโง่ๆ เพลงนึงไม่รู้ว่าพิมพ์เนื้อร้องมันถูกป่าว  “เคล็ดหลักวิชา ในตำรากัณฑ์ที่หนึ่ง ท่าหนึ่งก็คือ การทำใจให้สงบ รวบรวมลมปราณให้ดี” เพราะถ้าเป็นในหนังจีนเราก็คงเป็นคนลมปราณแตกซ่านอยู่ ควบคุมความคิดตัวเองไม่ได้ และ ชอบประชดตัวเองโดยไร้เหตุผล
 
        ถ้าใครมาอ่านคงว่าเราบ้าแน่ๆ ก็คงงั้นแต่สิ่งที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ “มันคือ พรสวรรค์ และ คำสาป” ที่ติดตัวเรามาตั้งแต่เกิด ถ้าเราควบคุมมันได้มันคือพรสวรรค์ แต่ เมื่อใดที่มันควบคุมเรามันคือคำสาป

        ถึงนางสาว ม (นามสมมุติ ที่เรียนอยู่ NZ) เข้ามาอ่าน ไม่ต้องมาไล่ให้เราไปนั่งวิปัสสนาอีกนะ เพราะไงเราก็ไม่ไป เชื่อเหอะถ้าเรามานั่งบ้าพิมพ์ไอ้นี่ได้ เราก็หายดีแล้ว

 

        สติที่ค่อยกลับมา ช่วยให้ความอึดอัดที่หน้าอกลดลง ไม่รู้สึกบีบอีกแล้ว สติเริ่มกลับเข้ามาอีกครั้ง แล้ว ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมาทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย เสียตรงความรู้สึกช้าไปหน่อย กว่าจะรู้สึกตัวได้ ก็ปาเข้าไป 26ชม. ซะงั้นทั้งๆ ที่ก็รู้ตั้งแต่แรกนะ ว่าไม่มีไร ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เรื่องจิตใจนี่มันพูดยากอ่ะ มันไม่มีเหตุผลซะเลย จู่ๆ ก็อึดอัดควบคุมไม่ได้ไร้เหตุผลซะงั้น

        เดินๆ อยู่คนเดียวแต่เริ่มยิ้มออกได้แล้ว ดีใจนะที่วันนี้เรายังเอาชนะมันได้ ยังเป็นอีกครั้งที่เราชนะมัน แต่ก็ไม่ได้ด้วยตัวเองทั้งหมดหรอก ก็มีภาพเก่าๆ ความทรงจำดีๆ ที่ช่วยให้เราผ่านวันเลวร้ายนี้ไปได้

       

        “ขอบอกไว้อย่างหนึ่งตรงนี้ เผื่อมีคนเข้าใจผิด อาการผิดปกติของเราไม่เกี่ยวข้องกับใครทั้งสิ้น ดังนั้ นถ้าทำใครโกรธ ก็ขอโทษด้วยครับ” เราเป็นของเราอย่างนี้แหละเป็นช่วงๆอ่ะ แต่นานๆเป็นที จริงๆก็ไม่นานนะ รู้สึกจะทุกเดือน สองเดือน แย่จังเฮ้อ

 

        สุดท้าย ก็เดินมาถึงที่หนึ่ง ทั้งๆที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่ ก็เดินมาถึงที่นี่ตอนหกโมงเย็นพอดี คิดไปแล้ว ก็ตลกตัวเอง ที่เราเดินเป็นวงกลมขนาดใหญ่ขนาดนั้น ตอนนี้อารมณ์เกือบปกติแล้ว ก็เลยหาคนกินข้าวด้วยอ้าวแต่ไม่ว่างกันเลย แย่จัง ปล. ทำไมรู้สึกเหมือนจะอารมณ์เสียกันอ่ะ หวังว่าคงไม่ใช่เพราะเรานะ ถ้าใช่ก็ขอโทษด้วย ไม่ได้ตั้งใจจริงๆ

 

        กว่าจะมานั่งพิมพ์ได้นี่ก็เล่นเอาเอ็นข้อเท้าแทบฉีกอีกเหมือนกัน เดินเข้าไปได้ไงฟร่ะ ขนาดนั้น สถิติใหม่เลยนะเนี่ย เฮ้อ จริงๆก็รู้สึกผิดนิดนึงแฮะที่วันนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมแม่ เป็นวันแรกเลยที่ไม่ได้ไป แย่ๆ แต่ว่าก็ไม่อยากไปให้แม่เห็นสภาพแบบนั้นนิ แถมแม่สั่งห้ามมาเพราะฝนตกอีก กว่าจะอาการดีขึ้น ก็ล่อไปหกโมง กว่าจะหายสนิทก็ล่อไปสี่ทุ่ม เอ้าฝนตกอย่างกับมีพายุ เฮ้อแย่ออกไปตายแน่ๆทำไงดีฟร่ะ เนี่ยนะตอนกลับได้ก็ไม่กลับ ตอนนี้กลับไม่ได้อีก เวร แต่ไงก็อารมณ์ดีขึ้นเยอะแล้ว สู้

9月2日

ยังมีความสุขเมื่อได้รู้ว่าบางคนมีความสุข แต่ บางอย่างคงต้องเปลี่ยนไป

 อีกหนึ่งวันที่สับสนหลังจากวันนี้ ไม่ว่าชีวิตจะเป็นยังไง หวังว่าคงมีแต่เรื่องราวดีๆ ที่มีความสุขเขียนลงในนี้ 

 

2 กันยายน 2548

 

    9:10 น. แสงแดดกำลังร้อนได้ที่ บ่นกับตัวเองเบาๆ มันร้อนจริงๆโว้ย แต่ในหัวก็ยังครุ่นคิดอยู่ในเรื่องต่างๆอยู่ ความรู้สึกสับสนและความกังวลยังคงมีอยู่ ชั่วขณะหนึ่งนั้นสายตาก็เผอิญมองไปเห็นคนขายดอกไม้กำลังรดน้ำดอกไม้อยู่ เป็นดอกกุหลาบจัดเป็นช่อๆ ประมาณสิบช่อมีสามสี เป็น สีแดง, ชมพู, เหลืองขาว ทันใดนั้นทุกอย่างก็หยุดและความคิดอีกอย่างก็แล่นเข้ามาในสมอง....

 

    เดินไปอีกสิบกว่าก้าวก็เจอคนเร่ร่อนกำลังนั่งล้างจานอยู่ข้างถนน อีกความคิดก็แล่นเข้ามา....

 

    ความคิดสองอย่างที่เข้ามามันทำให้ความคิดอีกความคิดหนึ่งผุดขึ้นมาในสมอง ความสับสนและกังวลที่มีอยู่เริ่มลดลง ...

 

    เดินมาสักพักเราก็มาอยู่ที่หน้าตึก พร้อมกับความสับสนที่วนกลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง ขณะกำลังจะขึ้นลิฟท์ ก็เห็นคนขายยาคูลล์กำลังถือถุงยาคูลล์ ขนาดยักษ์คงประมาณเกือบสองร้อยขวดได้มั้ง ไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ลิฟท์ ก็ลงมาสองตัวตัวแรกเปิดที่หน้าเรา ตัวที่สองกำลังจะลงมาเปิดที่หน้าเค้า ขณะนั้นอีกความคิดนึงก็เข้ามา ...

 

    เราเลือกที่จะไม่ขึ้นลิฟท์ แล้วเดินถอยหลังออกมาคนก็กรูกันเข้าไปในลิฟท์ ตัวนั้น เรารอที่จะเข้าลิฟท์ อีกตัวแค่เพราะความคิดที่ว่าเค้าถือของเต็มไปหมดคงกดลิฟท์ ลำบากแน่เราอยากจะไปกดเลขลิฟท์ให้เค้า ...

    เค้าคงไม่รู้หรอก มันก็เรื่องเล็กๆ เราก็ว่ามันไม่ใช่เรื่องใหญ่ พอลิฟท์ขึ้นมาที่ชั้น 14 เราก็ลงแต่เค้ายังขึ้นไปต่อที่ชั้น 24 จากนั้นความกังวลก็กลับเข้ามา... 

 

    ทันใดนั้นความคิดใหม่ก็เริ่มเข้ามา  ทำไมเราถึงเป็นคนแบบนี้เคยมีคนว่าเราเสมอว่าเราแย่ที่สุดตรงที่เราใจอ่อน และ เราใจดีเกินไป เรามันจะบอกเสมอว่าเราคิดถึงตัวเองก่อนไม่ได้ เราเกลียดคนที่เป็นอย่างนั้น และ เราไม่อยากเป็นคนแบบนั้นบางครั้งมันอาจจะถึงเวลาที่เราต้องกลับมาคิดอะไรใหม่แล้ว...

 

    จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็สี่ปีกว่าแล้ว มันอาจจะถึงเวลาที่ทุกอย่างคงจะต้องเปลี่ยน  คงเป็นเวลาที่เราต้องกลับมาถามตัวเองว่า แผลบางอย่างมันรักษาไม่หายหรือเราไม่ยอมรักษามันกันแน่สำหรับคนหลายคนมันอาจฟังดูตลกและออกจะบ้า...

 

    ในตอนนี้เราไม่ได้ไม่มีความสุข อันที่จริงแล้วเราก็มีความสุขนะ แต่ความรู้สึกกังวล และ สับสนก็ยังมีอยู่ ความคาดหวังในหลายๆ อย่างทำให้เรารู้สึกเหนื่อย แต่ที่แย่ที่สุด มันไม่ได้มาจากคำพูด หรือ การกระทำของใคร แต่มันมาจากข้างใน ในตัวเราเอง ความรู้สึกที่ตัวเองเป็นคนไม่มีค่าเพราะเราทำตัวเราเอง เราทำตัวเองให้ไม่มีค่าเอง เราบอกตัวเองเสมอว่าเกลียดตัวเองและเราจะไม่มีวันอภัยให้กับสิ่งที่ตัวเองเคยได้ทำไป เราเกลียดอดีตที่เป็นตัวเอง”...

 

    มันคงถึงเวลาแล้ว ขอให้ความรู้สึกที่มีในตอนนี้เก็บลงในถ้อยความเหล่านี้ เพราะนี่คือสิ่งที่ผูกให้เราก้าวผ่านไป สักวันที่เราลืม สักวันที่เรากลัว สักวันที่เรากลับไปเป็นเหมือนก่อนวันนี้ เราจะกลับมาดูและอ่านคำเหล่านี้ นับจากวันนี้ เราจะบอกตัวเอง บอกว่าตัวเองมีค่า เราอยากจะมีค่าจากวันนี้ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป มันคงถึงเวลาแล้วที่เราจะแคร์ความรู้สึกคนอื่นให้น้อยลง แล้วคิดถึงตัวเองให้มากขึ้น...

 

 

“เราอยากจะเป็นคนที่ดีกว่านี้ เราอยากจะเป็นคนที่มีค่ากว่านี้ อยากจะเป็นคนที่มีค่าพอ

 

8月14日

อ่านะ พึ่งรู้ว่าไม่เขียนบล้อกก็ถือว่าเป็นความผิดด้วย ซะงั้น

           เฮ้อ โดนว่าบ่อยแฮะช่วงนี้อ่ะ ไม่เขียน Blog ก็เป็นความผิดด้วยนะเนี่ยเฮ้อ โดนว่า "เห็นแก่ตัวไม่ยอมเขียนของตัวเองเอาแต่อ่านของคนอื่น" อ้าวซะงั้นจริงๆที่เค้าไปอ่านแล้ว Comment ให้อ่ะเพื่อเป็นกำลังใจให้คนเขียนนะ มาว่าเค้าอีกเฮ้อเด๋วเค้าก็งอนไม่ไป Comment ให้หรอก หุหุ ล้อเล่นนะ เพียงแค่ไม่ค่อยมีเวลาเขียนอ่ะ แล้วก็ถ้าสนิทกับเราจนรู้นิสัยเรา แล้วอ่ะ จะรู้ว่าเราไม่ใช่คนที่ชอบเล่าความรู้สึกอะไรให้คนอื่นฟังอ่ะ แต่จะมีสักกี่คนนะที่รู้ หุหุ ...

           เออแล้วแบบว่าวันนี้จะเขียนไรหว่า จริงๆวันนี้ว่าจะไป ศูนย์สิริกิต์ เห็นว่ามีงาน จริงๆจะไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ก็เลยโทรไปหาคนไปด้วย แต่ไม่ไปอ่ะ เฮ้อ จริงๆงานมันก็น่าสนใจอยู่อ่ะนะ แต่ว่าให้ไปคนเดียวอ่ะ (ขอปัจจัยเสริมหน่อยดิ ขอมากไปป่ะ) พอไม่มีเฮ้อก็เลยขี้เกียจไปซะงั้น เมื่อวานและวันนี้เลยไม่ได้ไป เนื่องจากเมื่อวานนอนดึกประมาณตีสามตีสี่มั้งนั่งหามานีมานะให้ไอ้ถั่วอยู่ เฮ้อเหนื่อยนะเนี่ย หายากเจง ได้มาก็ครึ่งๆกลางๆ ฟร่ะ ก็ยังดี นี่ทำเพื่อแกเลยนะเนี่ย (พูดอย่างนี้จะโดนหาว่าเป็นเกย์อีกมั้ยเนี่ยเซง)

            พอตอนเก้าโมงเช้าโทรศัพท์ก็ดัง เอาโทรศัพท์มาดูก่อน scan ดูชื่อก่อนถ้าชื่อไม่ถูกใจจะด่าพ่อให้(หุหุ มีเลือกที่รักมักที่ชังอีก เลวจริง) scan แล้วอ้าวชื่อนี้อันตราย ... แต่ทำไงได้อ่ะเฮ้อไม่อยากคุย แต่ไม่รับก็ไม่ได้ เฮ้อคุยกันฝ่ายนู้นก็คงรู้ว่าตรูพึ่งตื่น แต่จะวางก็ไม่ได้ คุยไปสักพักนึงก็ได้ใจความว่าวันนี้มีสอบ ตอนนี้สอบสัมพาด เสร็จแล้วกำลังจะสอบข้อเขียนอีกหนึ่งชั่วโมง (เอ้า แม่คู้น แล้วพึ่งโทรมาปรึกษาป่านี้ แต่ช่างเหอะรายนี้เก่งอยู่แล้วคงไม่ได้โทรมาถามเรื่องเรียนแน่ เอ้าแล้วโทรมาทำไมฟร่ะ) คุยกันยังไม่ทันรู้เรื่องดีพอดีแบตหมดพอดี เย้ดีใจ จะได้ไปนอนต่อซะที กระโดดลงเตียงกะหลับเป็นตาย ผ่านไปสองนาที ดันเจือกรู้สึกผิด เฮ้อ ไรฟร่ะ (ทำไมเปนคนแบบนี้) ต้องกลับมาเสียบที่ชารท์แบตแล้วโทรกลับอีก ตกลงคุยกัน เออ เจ้แกโทรมาบ่นเรื่องสอบสัมพาด แล้ว อยากจะให้ๆพรก่อนสอบ เอ๋อ เด๋วนี้ตรูกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สาธารณะ ไปแล้วหรอฟร่ะ ดีนะ ไม่มาขูดเอาเลขเด็ดด้วย เออ เวรกรรม อ่าแต่ก็จะได้นอนต่อแย้วดีจายจาง

          พอเที่ยงโทรศัพท์เจ้ากรรมดันดังอีก มิใช่ใครที่ไหนรายเดิม เฮ้อ ... ได้นอนเกือบเต็มอิ่มแล้ว รับก็รับฟร่ะ (แต่ตอนนี้ค่อยมีอารมณ์คุยหน่อยเนื่องจากค่อนข้างหายง่วงแล้ว) เอ้าเหมือนเดิมครับท่าน เจ้แกเอาปัญหามาให้หนูแก้อีกแล้ว ไรกานฟร่ะ ทำไมทุกคนเห็นหนูเป็นที่เครื่องแก้ปัญหากันหมดว่า (จริงๆก็ภูมิใจนิดๆนะที่ทุกคนไว้ใจและมาปรึกษา ทั้งเพื่อนๆ พี่ๆ ญาติๆ และ บุคคลอื่นๆ ที่ข้าพเจ้าไม่รู้จักไม่เคยเห็นหน้า -> ยังงงอยู่เลยแล้วกรูไปเป็นที่ปรึกษาให้มันได้ไงฟร่ะไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน) และ หนูก็ยังคง Concept เดิม "ที่นี่รับปรึกษาทุกปัญหา ตั้งแต่ หมาที่บ้านไม่ชอบให้เกาคาง (แล้วกรู จะรู้มั้ยฟร่ะ ว่าทำไมมันไม่ชอบ) จนถึง ปัญหาคนเครียดจัดใกล้บ้าเต็มทีเรื่องราวซับซ้อนซ่อนปมอย่างที่รู้ว่ามันไม่มีทางออกที่ดี แต่จนแล้วจนรอดตรูก็ต้องวิ่งไปคุยกับแม้คนนู้นทีป้าคนนี้ทีทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกับตรูเลย เพื่อให้เรื่องมันออกมาไม่ถึงกับมีคนฆ่าตัวตาย ครอบครัวแตกแยก เฮ้อ) แต่สุดท้ายทุกงานทุกคนก็แฮ้ปปี้หมด เคลียร์ ได้ทุกปัญหา แต่ปัญหาตัวเองไม่ยักจะเคยเคลีย์ได้แฮะ เฮ้อเหนื่อย แต่ไม่เปนไรช่วงนี้กำลังค่อนข้างแฮ้ปปี้กับ ชีวิตอยู่ (คนใช้ DTAC ก็เงี้ยเกี่ยวม่ะ) และ ก็ช่วงนี้มีคนมาปรึกษาน้อยลงเยอะ ไม่เหมือนช่วงท้อปฮิต มาวันละห้าหกคน เฮ้อ อย่างกับตัวเองไม่มีปัญหา + ว่างตายเลยอ่ะ แต่ทำไงได้ฟร่ะ อดใจอ่อนไม่ได้ทุกที (แย่ๆ) อนาคตยึดมันเป็นอาชีพเลยดีกว่ามั้ยเนี่ย ท่าทางจะไปทางนี้รุ่งแฮะ เอ๋ แต่ปัจจุบันตรูก็ทำงานเป็น consultant อยู่นี่หว่าลืม เฮ้อ

          อ่ากลับมาเข้าเรื่องหน่อย คราวนี้ปัญหาไรอีกหว่า โอ้โห พอเห็นเราตื่นนอนเต็มที่คราวนี้มาเป็นชุดไม่ยั้งเลย กี่ดอกเนี่ย เฮ้อ เอาฟร่ะ ค่อยๆ ให้คำปรึกษาไปทีละปัญหาละกัน มีทุกแบบเลยเฟ้ย เรื่องอนาคต, พฤติกรรม, ทำข้อสอบไม่ได้, บ่นเรื่องชาวบ้าน, ฯลฯ อ่าเคลีย์ ให้หมดแล้วแหมแจ้าตัวเริ่มแฮ้ปปี้และ เอ๋แต่ดูเหมือนมันยังเหลืออีกดอก ที่เจ้าตัวแย้มๆ แต่ไม่พูดมาตรงๆ เฮ้อ เอาก็เอาฟร่ะเราบริการแบบคุณภาพราคากันเอง (ฟรี) เออ มีปัญหาไม่พูดใช่มั้ย (ได้ ตรูคั้นออกมาเองก็ได้พวกปากแข็ง) งัดมาได้ว่า แล้ว เรื่องหัวใจ เฮ้อ ทำไมชอบมีคนมาปรึกษาปัญหาหัวใจกรูจังฟร่ะ เฮ้อ ไม่อยากจะบอก จากการทำวิจัยจากการให้คำปรึกษามาเป็นเวลานาน (แต่ไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับชีวิตตัวเองได้ แต่กับคนอื่นใช้ได้หมดเซ็ง) พบว่า 99.99% ของคนที่บอกว่าไม่แคร์ไม่สนใจ แปลว่า มันแคร์ ส่วนพวกเดียวที่ไม่แคร์ก็คือคนที่มันไม่มีคำพูดนี้ (เพราะไม่แคร์จริงๆเลยไม่ได้นึกถึง)

         แต่เรื่องชาวบ้านไม่อยากจะไปยุ่งมากแฮะ รายละเอียดไม่บอกมากไปกว่านี้ละกานเด๋วจะผิดจรรยาบรรณ (ปล. แล้วของตรูจะเป็นจรรยาบรรณไรฟร่ะ หมอดู ก็ไม่ใช่ ก็แค่เด็กน่ารักน่าเอ็นดูคนนึง ... ไอ้พวกที่กำลังคิดจะแซวหุบปากไปเด๋วบัด .. )

         สรุปเรื่องราวจบแฮ้ปปี้ เจ้แกดูมีความสุขขึ้นเยอะเลย เฮ้อก็ดีใจด้วยฮะ แต่หนูเหนื่อย นี่ก็จะบ่ายสามแล้ว คุยจนมือถือร้อนจี๋ ได้ข่าวว่าตรูเปนคนจ่ายค่าโทรด้วยนี่ว่า (คุยไปสักพักเจ้แกบอกโปรจะหมดช่วยโทรกลับหน่อย กรรมของตรูจริง) เฮ้อเหนื่อย แล้วจากนั้นตรูทำไรหว่า

          นึก ออกแล้วหลังจากนั้นก็ทำพิธี เสกข้อมูลเข้าหัว นั่งอ่านข่าวทั้งวัน (ต้องขอบคุณท่านจื้อมาก RSS Reader ที่ท่านแนะนำมาใช้ได้ดีเป็นอย่างยิ่ง) อ่านข่าวเข้าหัวพร้อมกับดูหนังหนึ่งเรื่องจบ แบบ Parallel เสร็จ เหนื่อยเลย เฮ้อ จะหกโมงแล้ว เริ่มหิว พอกำลังจะกินข้าวพึ่งนึกออกวันนี้ยังไม่ได้ออกกำลังนี่หว่า ต้องไปวิ่งก่อน แต่ ฝนตกพร่ำๆอยู่ เฮ้อไปดีมั้ยหว่า ต้องออกกำลังบ้างสุขภาพจะได้ดีๆ (ปล. คนที่เราว่าบ่อยๆอ่ะว่าให้ไปออกกำลังอ่ะ ถ้ามาอ่านก็กรุณาไปออกกำลังด้วยนะ ... ไม่ต้องมายิ้ม มีอยู่คนเดียวอ่ะแหละไปออกกำลังไป ) วันศุกร์ไปวิ่งหลังจากไม่ได้ไปวิ่งมาสองอาทิตย์ วิ่งไปสองกิโลกว่า (ระยะทางประจำที่วิ่ง ถ้าใครเคยมาบ้านเราก็ จากซอยบ้านเราอ่ะ ถึงถนนลาดพร้าว) แทบหน้ามึด ไรว้าปกติวิ่งสบายๆนี่หว่า แต่ก่อนวิ่งได้แปดโลติดด้วย เอาฟร่ะ เด๋ววันอาทิตเอาอีกรอบแก้ตัว(คิดไว้ตอนวันศุกร์) วันนี้ถึงตายรูก็จะวิ่งตั้งเป้า ไว้ สี่กิโล นะ (ตอนออกสตาร์ก็อย่างนี้ทุกรอบอ่ะ) พอสองกิโลกว่าหน้ามืดอีกและ เวรกรรม ไม่เปนไรพักก่อน พักสักพัก ก็วิ่งใหม่อีกโลนิดๆ อ่านะ ยังไงวันนี้ก็สี่กิโลแล้วฟร่ะ กลับไปนอนตายตาหลับแน่ (ปล. ถึงคนที่ทำงานหนักทุกท่าน กรุณาหาเวลาออกกำลังบ้างนะขอรับ จะทำให้ไม่ปวดหัวเวลาอดนอน ทำให้ทำงานได้มากขึ้น แต่ไม่สำคัญหรอก จะทำให้มีสุขภาพที่ดีต่างหาก อย่างน้อยทุกอาทิตย์ให้ได้ออกกำลังกายหนักๆอย่างน้อยหนึ่งรอบนะจ้ะ โดยเฉพาะเราอ่ะ ตัวดีไม่ต้องมายิ้ม ไปออกกำลังซะ)

           เขียนไปเขียนมาบล้อกวันนี้ยาวฉิบใครจะนั่งอ่านฟร่ะ เฮ้อ แถมนี่เขียนรอบสองอีก รอบแรกเขียนๆอยู่ดันไฟดับ ไอ้เราก็ใช้โน้ตบุ้กไม่น่าจะมีปัญหา แต่ดันเจือกถอดแบต ซวยฉิบ เฮ้อ จากนั้นว่างจัด ก็ไปเดินฟังเพลง อีกเอ้าว่างจริง ได้ข่าวว่ามีงานนี่หว่า แต่ขี้เกียจทำซะงั้น

           จริงๆ บล้อกนี่ตั้งใจนานแล้วว่ามีเรื่องที่จะใส่อยู่เรื่องนึง แต่ว่ายังเขียนไม่เสร็จ หัวไม่แล่นคิดไม่ออกเลยไม่ได้ใส่ซะที บอกไปแล้ว หนึ่งคนว่าจะเขียนอะไรแต่ยังไม่เสร็จนี่หน่าทำไงได้ เจ้ขวัญก็บ่นจริงไอ้เรื่องให้เขียนรายวันเนี่ย (ล้อเล่นนะ หุหุ อย่าซีเรียส) เฮ้อจริงๆ จะเขียนต่อก็ได้นะ แต่เกรงใจคนอ่านฟร่ะ เด๋วบุพการีข้าพเจ้าจะเดือดร้อนป่าวๆ (ปล. แปลให้ว่าโดนด่าพ่อ...) ว่าเขียนมาทำไรฟร่ะ ยาวไร้สาระขี้เกียจอ่าน ฝากถึงท่านผู้อ่านด้วยละกันว่าใครที่มีความอดทนอ่านได้จนถึงตอนจบนี้ ท่านอึดมาก และ ว่างจัดด้วย ฮิฮิ ไว้ว่างๆ ถ้า comment ไม่เปนลบเกินไปนักอาจจะมีตอนต่อไปมั้ง

8月1日

งานเกิน

ชื่อเพลง  :  งานเกิน
 
ฉันคนนี้กับเขาคนนั้น ต่างกันเธอรู้ดี คนที่ดีกับคนที่มั่ว ต่างกันเธอรู้ไหม
เขาที่คอยกดดัน กับ ฉันที่เหนื่อยขาดใจ ทำยังไงก็คงไม่เข้ากัน
 
เป็นเศษเดนในชีวิตมัน ที่มันคอยใช้งาน ทำอะไรให้ไปเท่าไร แต่ยังทำตัวพาล
คำพูดที่คอยกดดัน บีบคั้นฉันมาเนิ่นนาน ก็พอจะรู้ว่าเธอนั้นเป็นเช่นไร
ฉันก็คงไม่ทนฝืนแกต่อไป เมื่องานไม่เป็นดังฝัน ขอให้เราจบลงแค่นั้นเมื่อเธอมันคนไม่มีหัวใจ
 
หยุดงานไว้เท่านี้ พอก่อนดีไหมถ้าใจอ่อนล้า อย่ามัวเสียเวลากับงานเดิมๆ ที่เขาไม่เข้าใจ
หากยิ่งฝืนจะยิ่งเหนื่อยซ้ำ ยิ่งตอกยิ่งย้ำให้ยิ่งเจ็บใจ ยิ่งฝืนยิ่งปวดใจ ถึงคราวต้องโดดงานเสียที
 
(ซ้ำ * , ** , ***)
 
(ซ้ำ ***)
 
ยิ่งฝืนยิ่งห่างไกล ถึงคราวต้องโดดงานเสียที
 
Created By Peach Maker
Modified By volt_the_emperor